Tuesday, February 26, 2019

ทาสหมาเช็กให้ไว ! อาการอันตรายที่สื่อว่าสุนัข กำลังจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ อาการอย่างไรเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้ามาเช็กกันค่ะ



        หลายคนชอบคิดว่าตัวเองรู้จักและรู้ใจสุนัขดีพอ แต่ต้องบอกเลยว่าความจริงแล้วสุนัขมีความรู้สึกข้างในที่หลากหลายและลึกซึ้งมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเสียใจได้ถึงขนาดเป็นโรคซึมเศร้าเลยด้วย ฮั่นแน่ พูดมาขนาดนี้แล้ว หลายคนคงเริ่มคิดกันแล้วสิท่าว่าจริง ๆ แล้วเราเข้าใจความรู้สึกของสุนัขมากพอไหม สุนัขของเราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า แล้วถ้าสุนัขป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเป็นอย่างไร เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามัวชักช้า รีบตามมาเช็กความเสี่ยงจากสัญญาณเตือนเหล่านี้กันค่ะ

1. มีนิสัยก้าวร้าว รุนแรง

          แน่นอนว่าโรคซึมเศร้าสามารถทำให้น้องหมาที่แสนน่ารักกลายเป็นน้องหมาที่มีนิสัยก้าวร้าวได้ ฉะนั้นถ้าหากใครพบว่าอยู่ดี ๆ เจ้าตูบที่เคยน่ารักสดใสพูดอะไรก็เชื่อฟัง อยู่ ๆ วันหนึ่งก็มีนิสัยและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้าม ทั้งเริ่มมีความเกรี้ยวกราด มักจะแยกเขี้ยวขู่อย่างดุร้าย และชอบพุ่งเข้าใส่คนหรือสัตว์อื่นที่พบเห็น ก็ให้รีบพาไปหาคุณหมอโดยด่วน เพราะนี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคซึมเศร้าได้เลยทีเดียว

2. ชอบหลบซ่อนตัว

          สำหรับสุนัขที่ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งในช่วงเวลาปกติทั่วไป ไม่ได้มีเสียงดัง ๆ ที่ทำให้ตกใจกลัว อย่างเช่น เสียงพลุช่วงเทศกาล เสียงฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ พายุเข้า หรือเหตุการณ์น่ากลัวอะไรเกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าเจ้าตูบเหล่านี้อาจจะเสี่ยงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะพฤติกรรมในลักษณะนี้ถือเป็นสัญญาณหลัก ๆ ที่บ่งบอกว่าสุนัขกำลังรู้สึกไม่ปกติหรือไม่สบายใจอย่างที่เคย ดังนั้นคราวหน้าคราวหลังทาสหมาทั้งหลายต้องคอยหมั่นสังเกต อย่าเผลอคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาเชียวล่ะ

3. ขับถ่ายไม่เป็นที่

          หากอยู่ดี ๆ สุนัขที่เคยขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง เข้าห้องน้ำเองมาโดยตลอด แต่อยู่ ๆ กับฉี่หรืออึไปทั่วบ้านไม่เป็นที่เป็นทาง ก่อนจะลงโทษควรสังเกตพฤติกรรมดูสักนิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ที่กล่าวมา โดยเฉพาะบังเอิญเจอความผิดปกติแบบนี้บ่อยครั้ง อาจบ่งบอกว่าสุนัขเสี่ยงเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้าได้ 

4. ทำลายข้าวของ

          ลูกสุนัขอาจจะมีนิสัยชอบกัดรองเท้าใหม่ได้ แต่สำหรับสุนัขโต ขอบอกเลยว่าถ้าตัวไหนยังชอบกัดรองเท้าเล่นหรือทำลายข้าวของอยู่ละก็ แสดงว่าสุนัขอาจมีความผิดปกติทางด้านจิตใจ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหากเริ่มเห็นท่าว่าไม่ค่อยจะดี ก็ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

5. เบื่ออาหาร

          หากก่อนหน้านี้สุนัขชอบวิ่งกระดิกหางมาขออาหารกินบ่อย ๆ หรือพอถึงเวลาให้อาหารก็จะมานั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วอยู่ ๆ สุนัขกลับเมินอาหารทุกชนิดแม้แต่ของที่เคยชอบกินมาก ๆ เกิดอาการเบื่ออาหารขึ้นมาซะดื้อ ๆ แบบนี้ท่าไม่ดีแน่ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคร้ายอื่น ๆ ด้วย 

6. ไม่ทำตามคำสั่ง

          เชื่อว่าหลายคนคงฝึกสุนัขให้ทำตามคำสั่งได้ ไม่ว่าจะนั่ง นอน หมอบ ขอมือ หรือแกล้งตาย สุนัขหลายตัวก็ทำได้หมด อ๊ะ ๆ ๆ แต่ถ้าวันดีคืนดีเจ้าตูบกลับเมินเฉย ไม่ยอมทำตามคำสั่งขึ้นมาเมื่อไร อย่าพิ่งคิดว่ามันลืม ขี้เกียจ ไม่รัก ไม่สนใจ หรือเริ่มเป็นวัยรุ่นอารมณ์ฉุนเฉียวเชียวนะคะ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าสุนัขเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน 

7. ส่งเสียงขู่คำราม

          อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยเตือนว่าสุนัขของคุณอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็คือการส่งเสียงขู่คำราม ให้ลองสังเกตดูว่า เวลาเราเข้าไปจับ ไปทัก หรือไปลูบเจ้าตูบ มีเสียงขู่คำรามออกมาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพบว่ามีบ่อย ๆ ถี่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพักหลัง ๆ นี้ ก็ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ปกติ เพราะถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจริง ๆ แต่ก็ถือเป็นนิสัยและท่าทางที่ไม่น่ารักเอามาก ๆ เจ้าของต้องรีบดูแลและหาทางรักษาอย่างรวดเร็วเลยล่ะ

8. ไม่สนใจของเล่น

          สำหรับสุนัขที่เบื่อหรือไม่สนใจของเล่นชิ้นเดิมที่เคยชอบ เคยใช้ เจ้าของรีบควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่านี่ใช่สัญญาณเตือนอาการซึมเศร้าหรือเปล่า ทว่าถึงมันจะไม่อยากเล่น ก็ใช่ว่าจะหยุดเล่นกับน้องหมาเลยเสียทีเดียว เพราะผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การใช้เวลาร่วมกันกับสุนัข เช่น พาไปออกกำลังกายหรือทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ จะช่วยให้สุนัขมีกลับมามีความสุขและสนุกสนานเหมือนเดิมได้อีกครั้ง

9. ไม่หลับไม่นอน

          ต้องบอกเลยว่าอาการนอนไม่หลับก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของโรคซึมเศร้าในสุนัขเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้ก็อาจจะเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความเจ็บปวดตามร่างกายของสุนัขได้เหมือนกัน ฉะนั้นวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาต้นตอของอาการและหาทางรักษาอย่างถูกต้อง 

10. นอนมากเกินไป

          คล้าย ๆ กันกับอาการของคนคือ ถ้าหากสุนัขป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะมีอาการนอนหลับมากหรือนานเกินไป ซึ่งสำหรับมาตรฐานเวลานอนของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ น้องหมา 14 ชั่วโมง น้องแมว 16 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าหากสัตว์เลี้ยงของใครนอนหลับนานหรือมากกว่านี้ ก็ได้เวลาพาไปตรวจกับคุณหมอแล้วนะคะ

11. เลียขนบ่อยเกินไป 

          สำหรับสุนัขตัวไหนที่เริ่มเลียทำความสะอาดขนเป็นประจำจนเหมือนเป็นกิจวัตร เจ้าของควรพาไปตรวจเช็กด้วยเช่นกัน เพราะในขนาดที่เราคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่แท้จริงแล้วการเลียบ่อย ๆ มาก ๆ เกินไป ถือเป็นการทำให้ตัวเองผ่อนคลาย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าสุนัขกำลังรู้สึกวิตกกังวลกับบางอย่างอยู่ ดังนั้นถ้าหากเราพบว่าเจ้าตูบมีอาการแบบนี้มากขึ้นเมื่อไร ควรรีบพาไปหาหมอเพื่อหาที่มาที่ไปจะดีที่สุด

12. ส่งเสียงเห่าหอน

          การเห่าหอนอย่างยาวนานและเศร้าโศกของสุนัขไม่ใช่การโชว์พลังเสียงแต่อย่างใด (และก็ไม่ใช่ว่าเจ้าตูบมองเห็นสิ่งลี้ลับด้วย) แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงอาการซึมเศร้าในจิตใจของน้องหมาแต่ละตัว แถมบางครั้งก็ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดได้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากเพื่อนซี้สี่ขาของคุณเห่าหอนบ่อยกว่าปกติทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ผิดแปลกไปจากชีวิตประจำวันแสดงว่าพวกมันมีความผิดปกติแล้วล่ะค่ะ 

13. ไม่สนใจเจ้าของ

          ถ้าหากสุนัขของคุณแสดงอาการผิดปกติ เช่น วิ่งหนี สะบัด หรือเบือนหน้าหนี ขณะที่คุณกำลัง หอม กอด หรือสัมผัสมันละก็ อย่ามัวแต่เสียใจเชียว เพราะนี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่ามันกำลังรู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งก็มีวิธีแก้ไขไม่ยาก เพียงแค่พาสุนัขไปหาหมอเพื่อรับยาต้านความเศร้า ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ก็สามารถช่วยให้สุนัขรู้สึกดีขึ้นจนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

          ไม่ว่าจะคนหรือสุนัข ถ้าหากเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่ดีแน่ ฉะนั้นนอกจากจะใส่ใจคนรอบข้างแล้ว ทาสหมา ทาสแมวทั้งหลาย อย่าลืมใส่ใจสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดีอยู่เสมอด้วยนะคะ  

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bestlifeonline และ cesarsway
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/231020655858457640/



Sunday, February 10, 2019

10 ข้อดีอยากบอก ฉลองวาเลนไทน์กับหมามันดีอย่างนี้นี่เอง!


         สาวโสด หนุ่มไร้คู่ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะถึง เพราะน้องหมานี่แหละที่จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณพิเศษไม่เหมือนใคร อยากรู้ว่าทำไมตามไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลย

          วันวาเลนไทน์ วันที่คนมีคู่ออกไปเดทฉลองความหวาน ส่วนคนไม่มีคู่ อกหัก รักช้ำ ก็คงต้องนั่งหงอยเหงา มองดูคู่รักฉลองกัน แต่คนไม่มีคู่ไม่ต้องเศร้าเสียใจไป ไม่มีแฟนร่วมฉลองวันวาเลนไทน์ก็ไม่เห็นต้องง้อเลย เพราะน้องหมาของคุณนี่แหละจะทำให้วาเลนไทน์ของคุณไม่เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว และเหงาหงอยอีกต่อไป วันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำ 10 เหตุผลที่พิสูจน์ว่าการฉลองวันแห่งความรักกับเจ้าตูบเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว

1. ตัดกังวลเรื่องชุดออกเดท

          คิดดูสิหากคุณมีแฟนชวนไปดินเนอร์ ต้องเสียเงินซื้อชุดใหม่เท่าไร ไหนจะต้องมานั่งคิดเรื่องแต่งหน้าทำผมอีก เพราะอยากจะเอาใจคนพิเศษของตัวเอง แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นพาหมาไปเที่ยว ไม่ว่าจะเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือดินเนอร์ที่บ้าน ไม่ต้องเตรียมตัวให้วุ่นวายเลย จะเสื้อผ้าหน้าผมแบบไหนน้องหมาก็รับแบบที่คุณเป็นคุณได้ แค่แต่งตัวสบาย ๆ ตามสไตล์ที่คุณชอบ จะใส่รองเท้าผ้าใบ ยีนส์ เสื้อยืด หรือเลือกชุดที่เหมาะกับการพาน้องหมาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ก็ไม่มีใครคอยบ่นให้เสียบรรยากาศวันดี ๆ แบบนี้แล้ว

2. ไม่ต้องเสียตังค์แพง ๆ ให้ร้านอาหาร

          หากสุนัขเป็นคู่เดทในวันวาเลนไทน์ จะไปเดินเล่นแค่ในสวนสาธารณะ ร้านอาหาร หรือต่อให้ชวนไปเดินขึ้นเขา ย่ำริมทะเล บุกป่าฝ่าดง เจ้าตูบก็พร้อมจะไปกับคุณทุกที่โดยไม่มีข้อต่อรอง เพราะแค่เจ้านายที่มันรักอยู่ข้าง ๆ จะอยู่ในบ้านหรือเที่ยวนอกบ้านเจ้าตูบก็ปลื้มทั้งนั้นแหละ ที่สำคัญไม่ต้องไปแย่งที่นั่งและเสียเงินมากมายไปกับร้านอาหารหรู ๆ ในวันวาเลนไทน์ด้วย

3. หมดปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนไม่ได้

          คนมีคู่อาจกังวลว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะเข้ากับเพื่อนของเราได้หรือเปล่า แต่คุณตัดความกังวลเรื่องนี้ไปได้เลย เพราะน้องหมาส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยกับคน จะไม่บ่น สร้างปัญหา หรือขัดแย้งกับเพื่อนของคุณเลย อาจมีระแวงบ้างหากเจอกันครั้งแรก ที่สำคัญน้องหมาจะดีใจมากหากคุณชวนเพื่อน ๆ มาปาร์ตี้ที่บ้าน โดยเฉพาะเพื่อนที่เลี้ยงหมาเหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึงว่าพวกมันจะมีเพื่อนเล่นเพิ่มขึ้นอีกไงล่ะ

4. ของขวัญจะถูกหรือแพง เจ้าตูบแฮปปี้เสมอ

          คุณอาจต้องปวดหัวคิดหลายตลบว่าของขวัญที่ซื้อมาให้แฟนจะถูกใจเขาหรือเธอหรือเปล่า แต่เจ้าตูบไม่แคร์หรอกนะว่าของขวัญที่คุณให้นั้นจะมีราคาแพง ราคาถูก ได้ใช้ หรือไม่ได้ใช้ เพราะแค่คุณแบ่งขนมหรืออาหารในมือให้มันสักชิ้น ของเล่นใหม่รับวาเลนไทน์ หรือแม้จะเป็นแค่ปลอกคอเส้นเล็ก ๆ แค่นี้เจ้าตูบก็สุขใจมากแล้ว

5. ส่งผลดีกับสุขภาพของคุณและคู่เดท

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะว่าการออกเดทหรือการพาน้องหมาไปเที่ยวส่งผลดีต่อร่างกายจริง ๆ มีงานวิจัยเผยว่าการใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะสามารถช่วยได้ทั้งลดความเครียดและลดปัญหาเรื่องความดันเลือด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการมีหมาเป็นคู่เดทในวันวาเลนไทน์

6. ไม่มีคนแย่งกินช็อกโกแลต

          ช็อกโกแลต อาจเป็นของโปรดของหลาย ๆ คน และรสชาติหวาน ๆ ของช็อกโกแลตก็ช่างเหมาะกับเทศกาลแห่งความรักเสียจริง ๆ ในวันวาเลนไทน์เลยมีแต่คนให้ช็อกโกแลตกันเต็มไปหมด ถ้าหากคุณมีแฟนอาจต้องแบ่งกันกินคนละครึ่ง แต่สำหรับน้องหมาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก เพราะช็อกโกแลตถือเป็นขนมอันตรายที่ไม่ควรโยนให้น้องหมากินเด็ดขาด

7. เจ้าตูบรักโดยไม่มีเงื่อนไข

          หากจะคบใครสักคนอาจต้องดูปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ นิสัย และครอบครัว ต่อให้รักกันแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดีหากเข้ากันไม่ได้ แต่สำหรับน้องหมาสามารถมอบความรักให้กับคุณได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ มาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าคุณจะมีหน้าตายังไง ฐานะดีหรือไม่ นิสัยแย่แค่ไหน น้องหมาก็พร้อมที่จะให้ความรักกับคุณโดยไม่มีเงื่อนไขหรือประโยชน์ใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

8. น้องหมาไม่เคยนอกใจ

          หมาเป็นสุนัขที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์กับเจ้าของเป็นอย่างมาก ฉะนั้นหากหมารักใครแล้วก็จะรักไปจนตาย แม้ว่าบางครั้งจะออกอาการดีใจเมื่อเจอสาวหน้าใหม่หรือมีคนเดินเข้ามาขอเล่นด้วย แต่เชื่อเถอะว่าต่อให้คนอื่นจะดีกับมันอย่างไร น้องหมาก็จะรักและซื่อสัตย์กับคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่มีทางทำร้ายคุณเด็ดขาดด้วย

9. คุณจะดูดีขึ้นเมื่ออยู่กับน้องหมา

          เคยรู้สึกไหมว่าคนที่อยู่กับหมาจะโดดเด่นสะดุดตากว่าคนที่อยู่คนเดียวหรือเป็นกลุ่ม นั่นก็เป็นเพราะหมาเป็นสัตว์เลี้ยงขวัญใจของใคร ๆ หลายคน ใครเห็นก็ต่างมองอยากมาเล่นด้วยทั้งนั้น เผลอ ๆ คุณอาจจะได้เบอร์ของหนุ่มสาวรักหมาติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยก็ได้นะ อิอิ

          เห็นไหมล่ะคะว่าการไม่มีคู่เดทก็ไม่ได้แย่เสมอไป พาน้องหมาออกเดทวันวาเลนไทน์แทนก็ได้ ฉะนั้นใครที่ยังไม่มีคู่แต่ไม่อยากนั่งเหงา ๆ อยู่บ้านคนเดียวในช่วงเทศกาลแห่งความรัก จับน้องหมามาใส่สายจูงแล้วพากันออกไปเที่ยวดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก petfinder, petmd และ wellnesspetfood
https://pet.kapook.com/view139267.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/22799541842035397/

Tuesday, September 4, 2018

12 วิธีป้องกันหมา-แมวฉี่หรืออึหน้าบ้าน จบปัญหากวนใจสักที!


   


      วิธีป้องกันไม่ให้หมา-แมวมาฉี่หรืออึบริเวณหน้าบ้าน ช่วยกำจัดปัญหาสิ่งสกปรก กลิ่นไม่พึ่งประสงค์ และไม่ต้องทนฝืนทำความสะอาดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบครองอีกต่อไป

       เหมือนจับฉลากได้สิ่งของที่ไม่อยากได้เอาซะเลย ! ปัญหาหมา-แมวมาอึและฉี่ทิ้งไว้หน้าบ้านเราเนี่ย จะแก้ยังไงก็ไม่สำเร็จซะที เพราะหมา-แมวเหล่านั้นจะวนเวียนกลับมาปลดทุกข์ซ้ำไว้ที่เดิมที่มันเคยปล่อย ทิ้งไว้ ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมนำเอาเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้หมา-แมวมาปลดทุกข์ทิ้งไว้หน้าบ้านมาฝากกันค่ะ รับรองว่าปลอดภัยและไม่รุนแรงต่อสัตว์อย่างแน่นอน

1. พ่นสเปรย์ป้องกันไว้หน้าบ้าน

         วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทั้งง่ายและได้ผลนั่นก็คือ ฉีดพ่นสเปรย์ป้องกันหมา-แมวมาฉี่หรืออึที่บริเวณหน้าบ้าน สเปรย์สูตรเฉพาะเหล่านี้จะมีกลิ่นที่หมา-แมวไม่ชอบ และเป็นกลิ่นที่พวกมันคิดว่าไม่ปลอดภัย ฉะนั้นจึงควรนำมาฉีดพ่นอยู่บ่อย ๆ หรือก่อนจะพวกมันจะเข้ามาทำธุระเพียงไม่กี่นาที ถึงจะได้ผลดีอย่างที่ต้องการ

2. ขวดพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า

         ปกติหมา-แมวจะไม่กล้าเข้ามาฉี่หรืออึในพื้นที่ที่มีสัตว์อื่นอยู่ โดยการนำขวดพลาสติกใสขนาด 1 ลิตร มากรอกน้ำเปล่าให้เต็ม แล้วนำไปวางไว้ตามจุดที่มันเคยฉี่หรืออึ เมื่อพวกมันเห็นเงาตัวเองในขวดน้ำก็คิดว่าเป็นตัวอื่น และไม่กล้าเข้ามาปล่อยของอีก

3. ติดตั้งกระจกเงาสะท้อน

         อย่างที่บอกไปว่าบรรดาหมา-แมวจะไม่เข้ามาทำธุระในถิ่นที่มีผู้คุมอยู่แล้ว หากวิธีขวดน้ำสะท้อนเงายังไม่ได้ผล เราแนะนำให้ติดตั้งบานกระจกไว้หน้าบ้านในมุมต่ำเลยค่ะ รับรองคราวนี้สะท้อนเงาพวกมันอย่างชัดเจน แค่เห็นก็ไม่กล้าข้ามถิ่นมาปลดทุกข์แน่นอน

4. เปลี่ยนที่ถ่าย เป็นที่ให้อาหาร

         หมา-แมวก็มีสัญชาตญาณไม่ปลดทุกข์ในพื้นที่ที่กินอาหาร ดังนั้นสามารถนำเกร็ดความรู้นี้มาใช้แก้ปัญหาได้ โดยการทำความสะอาดหน้าบ้านให้เกลี้ยงเกลาจนไม่เหลือคราบสกปรกเดิม  แล้วนำอาหารไปวางไว้ตรงจุดนั้น ๆ เมื่อพวกมันมากิน มันก็จะไม่มาถ่ายอีกต่อไป

5. โรยพริก จำกัดสิทธิ์ห้ามถ่ายทุกข์

         คุณสมบัติที่ทั้งฉุน ทั้งแสบจมูกของพริกป่นและพริกไทยก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ เพียงแค่ทำความสะอาดบริเวณที่หมา-แมวเคยมาทำธุระให้สะอาดไร้ร่องรอยเดิม แล้วนำพริกป่นหรือพริกไทยมาโรยไว้ตรงบริเวณนั้นในปริมาณที่พอเหมาะ ควรโรยอย่างระมัดระวัง โดยให้อยู่เหนือลม เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าจมูกเราเอง และเปิดประตูและหน้าต่างไว้ไม่ให้พริกปลิวเข้าบ้าน หากทำอย่างนี้บ่อย ๆ พวกมันก็จะรู้สึกฉุนจมูกจนไม่กล้ามาอีก

6. น้ำส้มสายชูราดลงพื้น หมา-แมวไม่กล้าฝืนเข้ามาแน่

         นอกจากกลิ่นฉุนที่ทำให้หมา-แมวขยาดแล้ว พื้นเปียก ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน ให้นำน้ำส้มสายชูมาผสมน้ำในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จากนั้นออกแรงลงมือทำความสะอาดบริเวณหน้าบ้าน แล้วนำน้ำส้มสายชูไปราดลงบนจุดที่พวกมันปลดทุกข์ให้ทั่ว เมื่อพื้นทั้งเปียกและมีกลิ่นฉุนขนาดนี้ รับรองหมา-แมวต้องรีบหนีไปแน่นอน

7. ป้ายจาระบี กลิ่นน้ำมันชนิดนี้ก็ฉุน

         หลายคนคงคุ้นเคยดีว่าจาระบีมีกลิ่นฉุนรุนแรงขนาดไหน ฉะนั้นเพียงแค่นำมาป้ายไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่พวกมันเคยมาปล่อยของไว้ ก็จะทำให้พวกมันได้กลิ่นฉุนจาระบีมาแต่ไกล จนไม่อยากเข้ามาใกล้หน้าบ้านเราอีก

8. แอมโมเนีย เคลียร์พื้นที่ให้โล่ง

         สูตรของเหลวอื่น ๆ อาจจะต้องราดให้พื้นเปียกแฉะ แต่สูตรแอนโมเนียแค่ทำความสะอาดหน้าบ้านเตรียมไว้ก่อน จากนั้นนำแอมโมเนียไปหยดไว้จุดที่หมา-แมวชอบมาถ่าย เพียงพวกมันได้กลิ่นก็ไม่อยากเข้ามาใกล้แล้ว

9. ทุบลูกเหม็นโรยหน้าบ้าน ปล่อยกลิ่นจัดการได้ผล

         แม้แต่แมลงสาบยังทนกลิ่นลูกเหม็นไม่ได้เลย แล้วจะนับประสาอะไรกับหมา-แมวที่ได้กลิ่นว่องไวยิ่งกว่า ให้นำลูกเหม็นมาทุบให้เป็นผงละเอียด แล้วนำมาโรยไว้ที่บริเวณหน้าบ้านและจุดปลดทุกข์ เมื่อพวกมันได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนจากเดิม มันก็จะไม่ย่างกายเข้ามาอย่างแน่นอน

10. ผสมน้ำยาดับกลิ่นราดพื้น

         อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้พื้นเปียกจนหมา-แมวไม่กล้าเข้ามาทำธุระ  นั่นก็คือ ให้นำน้ำยาดับกลิ่น หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค 1 ส่วน มาผสมน้ำเปล่า 4 ส่วน แล้วนำไปราดพื้นหน้าบ้านให้เปียกก่อนเวลาที่หมา-แมวจะมา เมื่อมันเห็นพื้นเปียกแถมยังมีกลิ่นแปลก ๆ มันก็จะเปลี่ยนใจทันที

11. ย้ายที่ปลดทุกข์อย่างแนบเนียน

         วิธีนี้ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอหน่อยนะคะ ถ้าพบเจออึของพวกมันบริเวณหน้าเมื่อไร ก็ให้รีบนำอุปกรณ์มาตักและย้ายไว้วางในที่ที่คุณเห็นว่าสมควรให้พวกมันปลด ทุกข์ และพื้นที่ตรงนั้นจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำอย่างนี้บ่อย ๆ สักวันพวกมันก็คล้อยตามไปปลดทุกข์ในที่ที่คุณจัดหาไว้ให้

12. เลี้ยงสุนัขพันธุ์ดุไว้ในบ้าน สร้างเจ้าประจำถิ่น

         ในเมื่อคนไม่สามารถเจรจากับหมา-แมวได้ เราก็ต้องใช้พวกมันนี่แหละเจรจากันเอง หากใครที่มีโครงการจะเลี้ยงหมาอยู่แล้ว แนะนำให้เลือกหมาพันธุ์ที่มีนิสัยค่อยข้างดุไปเลยค่ะ เพราะเมื่อหมา-แมวตัวอื่น ๆ ได้กลิ่นมันจะไม่กล้าเข้าฉี่หรืออึที่บ้านแน่ ๆ 

        
 ในเมื่อเรานำวิธีป้องกันหมา-แมวมาปลดทุกข์หน้าบ้านมาฝากกันแล้ว อีกทั้งยังปลอดภัยและไม่รุนแรงจนเกินไปแบบนี้ ก็อย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปลองใช้กันดูค่ะ หรือถ้ามีวิธีอื่นก็สามารถนำมาบอกต่อได้นะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก gcrdcn และ Blogging
cr. pic.  https://www.pinterest.com/pin/772226667327924082/

Saturday, November 11, 2017

50 ความลับเล็ก ๆ ที่เหล่าสัตว์เลี้ยงอยากบอกให้คุณรู้


          คนรักสัตว์ส่วนใหญ่อาจจะเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไปของสัตว์แต่ละตัว ทั้งรูปร่าง ขนาด ส่วนสูง หรืออุปนิสัย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลภาพรวมไม่ได้เจาะจงให้ลึกลงไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีสิ่งที่พวกคุณควรรู้มากกว่านั้น โดยเฉพาะ 50 ความลับต่อไปนี้ของเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ที่อาจจะอยากบอกออกมาให้คุณได้รับรู้ ลองไปดูกันนะคะ

1. สุนัขกระดิกหาง ไม่ใช่การเชื้อเชิญให้เล่นด้วย

          การที่สุนัขกระดิกหางไม่ได้หมายความว่า พวกมันอยากจะเล่นกับคุณเสมอไป เพราะนักวิจับชาวอิตาลีพบว่า การกระดิกหางของสุนัขมีนัยยะสำคัญมากกว่านั้น โดยสุนัขจะกระดิกหางไปทางขวาเล็กน้อยเมื่อเจอบางอย่างที่พวกมันชอบ และจะกระดิกหางไปทางซ้ายเล็กน้อย เมื่อพวกมักเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันต้องการหลีกหนีต่างหาก

2. แปรงแต่งขนมือสอง น้องหมาก็ใช้ได้

          หากคุณต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการซื้อแปรงเก่ามาใช้ตกแต่งขนสุนัข คุณก็สามารถทำได้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้เป็นแปรงที่เหมาสมกับขนสุนัขของคุณด้วยจากการดูลักษณะของแปรง โดยแปรงแบบยางจะช่วยให้ช่วยในเรื่องของการไหลเวียนเลือดและการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง ในขณะที่แปรงขนสัตว์สามารถช่วยกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วได้ดีกว่า

3. อย่าใช้แสงเล่นกับแมวให้สับสน

          เพราะแสงต่าง ๆ ทำให้แมวสับสน แทนที่จะรู้สึกสนุกสนานอย่างที่คุณคิด เนื่องจากพวกมันไม่สามารถจับต้องแสงเหล่านั้นได้ และถ้าหากคุณอยากเล่นกับแมวจริง ๆ แนะนำว่า ควรใช้ของเล่นที่แมวสามารถจับต้องได้ดีกว่า

4. อย่าให้อาหารเป็นรางวัลทุกครั้ง

          ปกติเจ้าของมักจะให้ขนมเป็นของขวัญสัตว์เลี้ยงหลังการฝึกอะไรสักอย่าง ซึ่งบางครั้งปริมาณอาหารก็มากเกินกว่าที่ร่างกายของสุนัขหรือแมวต้องการ ฉะนั้นหากคุณต้องการให้รางวัลสักชิ้นกับสัตว์เลี้ยงที่สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ ก็ควรสับเปลี่ยนเป็นของเล่น หรือรางวัลชนิดอื่นบ้าง

5. ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เป่าขนสุนัข

          หากคุณอยากให้ขนสุนัขดูฟูฟ่องแทนที่จะใช้ไดร์เป่าผมแบบที่เคยทำมา ให้เปลี่ยนเป็นการใช้ผ้าเช็ดบริเวณโคนขน และหมั่นแปรงขนให้พวกมันแทนดีกว่า เพราะวิธีนี้จะช่วยดูดซับน้ำมันพร้อมกับทำให้ขนดูฟูฟ่องตามที่ต้องการ อีกทั้งยังไม่พันกันเป็นก้อนด้วย การใช้ไดร์เป่าผมบางครั้งก็ร้อนมากเกินไปจนสัตว์เลี้ยงไม่ปลื้ม

6. อย่าเร่งเร้าสุนัขในขณะที่พวกมันกำลังจะขับถ่าย

          เพราะสุนัขทุกตัวมีสัญชาตญาณที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเร่งเร้าสุนัขให้รีบ ๆ ทำธุระ ในขณะที่พวกมันกำลังเดินวนไปมา เพื่อหาสถานที่สำหรับขับถ่าย แต่ควรรออย่างใจเย็นจะดีกว่า

7. สุนัขนอนเยอะไม่ใช่เรื่องดี

          คุณอาจคิดว่าที่สุนัขนอนเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้พักผ่อน แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป และกระทบกับบุคลิกของสุนัขด้วย ทั้งนี้แก้ไขได้โดยการพาสุนัขออกไปเดินเล่นทุก ๆ วัน หรือแค่คุณยอมเล่นกับพวกมันบ้างอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันก็พอแล้ว

8. สุนัขที่แก่ตัวลงก็กินยากขึ้น

          สุนัขที่ค่อย ๆ แก่ตัวลง อาจจะกินได้ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยิ่งถ้าสุนัขของคุณเป็นโรคข้อต่ออักเสบ พวกมันจะมีความสุขมากกว่าหากคุณมีสิ่งของหรืออาหารที่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซึ่งอาหารเสริมที่ดีต่อโรคนี้ก็คือ อาหารที่ประกอบด้วย กลูโคซามีน คอนโดรอิทิน และซัลเฟต และให้กินสลับกับอาหารทั่วไปที่เหมาะสมกับวัยของสุนัข

9. การทำหมันไม่ได้ช่วยให้สัตว์เลี้ยงเลิกฉี่สร้างอาณาเขต

          เจ้าของหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การทำหมันจะช่วยหยุดนิสัยไม่ให้แมวหรือสุนัขฉี่สะเปะสะปะได้ ซึ่งความจริงแล้วบางตัวก็ยังมีนิสัยเดิมอยู่ โดยเฉพาะถ้าหากมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน

10. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เป็นสัญญาณว่าอาจป่วย

          หากสุนัขของคุณกินอาหารโดยใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะหมดถ้วย ทั้งที่ปกติสามารถกินหมดภายในเวลาไม่กี่นาที หรือแสดงอาการเหนื่อยเร็ว มีปริมาณฉี่มากผิดปกติ และดื่มน้ำมากกว่าทุก ๆ วัน ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะสุนัขอาจกำลังป่วยอยู่ก็ได้

11. เลี้ยงไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก

          ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะเป็นแมวหรือสุนัข จะส่งผลดีกับพวกมันมากกว่าหากคุณจะเลี้ยงพวกมันเอาไว้ภายในบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะพวกมันก็ไม่อยากถูกรถชน โดนขโมย หรือหายตัวไปจากครอบครัวอันเป็นที่รักของพวกมันรักนักหรอก

12. ควรแนะนำคนแปลกหน้าตั้งแต่สัตว์เลี้ยงยังเด็ก

          ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าว่า ควรให้สุนัขทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่จำนวน 100 คน ที่มีขนาดลำตัว เพศ และเชื้อชาติที่แตกต่างกันในช่วง 100 วันแรกนับตั้งแต่ที่สุนัขลืมตาดูโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นควรมีคนที่สวมหมวก ใส่แว่น หรือมีเครื่องประดับที่คิดว่าสามารถทำให้พวกมันรู้สึกกลัวได้รวมอยู่ด้วย เพื่อให้สุนัขสามารถแยกแยะได้นั่นเอง

13. สุนัขเอาก้นถูพรมไม่ใช่เรื่องน่ารัก

          หลาคนอาจจะคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องน่ารัก แต่ความจริงแล้วหากคุณเห็นสุนัขเอาก้นถูกับพรม นั่นหมายความว่า พวกมันกำลังคันและมีอะไรผิดปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าของก็ควรพาสุนัขไปพบกับสัตวแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคต่อมข้างก้นอักเสบ พยาธิ หรือโรคผิวหนังก็ได้

14. หาวิธีรับมือกับสัตว์เลี้ยงก่อนพาเพื่อนใหม่เข้าบ้าน

          หากคุณต้องการจะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน ควรถามเทรนเนอร์หรือหาวิธีทดสอบอารมณ์สัตว์เลี้ยงเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับเสียก่อน เพื่อหาวิธีรับมือหากมีปัญหาเขม่นกันขึ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวเก่าตรอมใจจนหมดเรี่ยวแรง

15. อยากให้สุนัขสนใจ ไม่ต้องใช้ของสำหรับสุนัขก็ได้

          หากคุณต้องการให้สุนัขหันมาสนใจคุณ เมื่อคุณต้องการจะฝึกพวกมันล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือขนมเฉพาะสุนัขมาหลอกล่อหรอก ขอแค่เป็นของที่มีประกายแวววาว หรืออาหารหอม ๆ อย่างเช่น ไก่ทอด ก็ได้ผลแล้ว

16. หากเห็นสุนัขหรือแมวกินหญ้าไม่ต้องตกใจ

          ที่บอกว่าไม่ต้องตกใจหรือจำเป็นต้องเข้าไปห้ามเมื่อเห็นสุนัขกินหญ้า ก็เพราะในขณะนั้นสุนัขอาจจะพยายามรักษาตัวเอง ต้องการสารอาหารมากขึ้น หรือแค่เคี้ยวเล่น ๆ ไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง หากจะห้ามก็ควรห้ามสุนัขที่กำลังจะกินหญ้าเคลือบยาฆ่าแมลงดีกว่า

17. เสื้อผ้าที่กองบนพื้น อาจถูกแทะแบบไม่รู้ตัว

          อย่าคิดว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่สนใจกองเสื้อผ้าของคุณ โดยเฉพาะชุดชั้นใน เพราะพวกมันอาจจะนำมาแทะหรือกัดกินจนเสียหายได้ ซึ่งสิ่งนี้สามารถยืนยันได้จากรายงานของสัตวแพทย์ ที่มีรายงานการผ่าตัดเสื้อผ้าออกจากท้องของสุนัขกว่าร้อยชิ้นในแต่ละปี

18. พาสุนัขไปเลือกที่นอนด้วยตัวเองยิ่งดี

          ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสุนัขก็มีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณคิดจะเลือกที่นอนให้กับสุนัข ทางที่ดีควรพาสุนัขไปเลือกด้วยตัวเองดีกว่า หรือเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับลักษณะการนอนของพวกมัน ถ้าหากพวกมันชอบนอนโดยยื่นขาออกมาข้างหน้าควรเลือกที่นอนแบบราบและเปิดด้านข้าง แต่ถ้าหากสุนัขชอบนอนขดตัวก็ให้เลือกแบบที่มีขอบเตียง เป็นต้น

19. สุนัขกับเด็ก เปล่าเข้ากันไม่ได้อย่างที่คิด

          สุนัขอาจจะไม่ได้เข้ากับเด็กได้ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะถ้าหากคุณเห็นว่า สุนัขกำลังเลีย ลดหูไปด้านหลัง หันหัวไปทางอื่น หรือหาวบ่อย ๆ ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่กับสุนัขแล้วล่ะก็ อยากให้รู้เอาไว้ว่าตอนนี้สุนัขกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก และคงจะดีกว่าหากคุณจะช่วยห้ามเด็ก ๆ ไม่ให้ดึงหาง ก่อนที่สุนัขจะสูญเสียหางของมันไป

20.  อย่าตัดขนสุนัขเพราะคิดว่าพวกมันจะร้อน

          ไม่ว่าเครื่องตรวจจับอุณหภูมิจะแสดงระดับความร้อนกี่องศา และขนของสุนัขจะยาวแค่ไหน สุนัขก็ไม่ได้ต้องการหรือขอร้องให้คุณช่วยตัดขนพวกมันอยู่ดี เนื่องจากพวกมันมีกลไกที่ช่วยป้องกันความร้อนในตัวอยู่แล้ว หากคิดจะช่วยก็แค่พาพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ส่วนคุณก็แค่หมั่นแปรงขน และปรับระบบระบายอากาศให้ดีขึ้นก็พอ

21. อย่าปล่อยสุนัขไว้ในสวนแล้วคิดว่าพวกมันสนุก

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขจะรู้สึกสนุกสนานมากกว่าหากพาพวกมันไปปล่อยทิ้งไว้ที่หลังบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะสุนัขจะเดินไปหลบอยู่ที่มุมแล้วนอนรอให้คุณเดินกลับมาหาพวกมัน และจะยินดีมากกว่าหากคุณยอมวิ่งเล่นไปกับพวกมันด้วยมากกว่า

22. สุนัขส่วนใหญ่ชอบเล่นจับจานบิน แต่ควรเลือกคุณภาพด้วย

          เพราะจานบินบางยี่ห้อเป็นพลาสติกแข็ง ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายกับฟันและเหงือกของสุนัข ดังนั้นหากคุณต้องการจะเล่นกับพวกมันควรหาจานบินที่ทำจากพลาสติกนิ่ม ๆ หรือสามารถยืดหยุ่นได้ดีกว่า

23. สุนัขไม่ชินกับคนแปลกหน้า และอย่าเอามือไปจับ

          นอกจากนี้สุนัขยังอยากให้เจ้าของรู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่รู้สึกยินดีเลยสักครั้งหากมีคนแปลกหน้ามาแตะต้องตัวพวกมัน และก็ไม่ต้องแปลกใจหากพวกมันจะกัด เพราะคนแปลกหน้าก็เหมือนชิ้นเนื้อดี ๆ นี่เอง ซึ่งคงจะดีกว่าหากให้คนแปลกหน้ายื่นมือมาให้พวกมันดมกลิ่นก่อน ก่อนที่จะจับหรือลูบขน

24. การถอดเล็บแมว เจ็บปวดและไม่ใช่เรื่องดี

          เจ้าของหลายคนตัดสินใจถอดเล็บแมวออก เพราะไม่อยากให้ข้าวของเสียหาย ซึ่งการถอดเล็บแมวก็ไม่ต่างอะไรจากการตัดนิ้วมือ ที่นอกจากจะเจ็บปวดมากแล้วยังทำให้พวกมันไม่เหลือความเป็นแมวอีกเลยด้วย

25. แมวฉี่นอกกระบะทรายเพราะความเครียด

          หากคุณเห็นแมวฉี่นอกกระบะทราย ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ เพราะพวกมันจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่่อตกอยู่ในภาวะเครียด หรือกังวล อย่างเช่น มีคนแปลกหน้า สัตว์เลี้ยงตัวอื่น หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เข้ามาอยู่ในบ้าน

26. บ้านหมา บ้านแมว ดีไซน์แปลก อาจไม่ได้อยู่สบาย

          หยุดคิดสักนิดก่อนซื้อบ้านแมว หรือบ้านหมา หน้าตาแปลก ๆ ถึงแม้ว่ามันจะดูสวยงามดีอยู่ แต่สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้อยากอยู่ในบ้านหน้าตาประหลาด แต่นอนไม่สบายหรอกนะ ลองเลือกบ้านหน้าตาพื้น ๆ แต่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้วมีความสุขดีกว่าเยอะ

27. แมวทุกตัวสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งของคุณได้

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า การฝึกแมวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการเรียนรู้ทริคการสอนจากในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งการสั่งให้นั่ง ยืน กระโดดข้ามห่วง เดินมาหา หรือแม้แต่แตะมือกับคุณ เป็นต้น

28. แมวเกร็งตัวเมื่อเอามือลูบหลัง ให้ระวังเอาไว้

          หากแมวตัวแข็งทื่อทุกครั้งที่คุณวางมือลงบนหลังของพวกมันให้ระวังให้ดี เพราะจากการศึกษาในปี 2013 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Physiology and Behavior ระบุว่า แมวที่ยืนตัวแข็งทื่อหลังจากที่มีคนลูบหลังมักจะเป็นแมวที่มีความเครียดสูงกว่าแมวที่เดินหนีการสัมผัส

29. แมวมองโลกแบบแนวตั้ง ไม่ใช่แนวนอน

          ฉะนั้นอย่าเพิ่งโกรธแมวของตัวเอง หากพวกมันบังเอิญทำของตกหรือหล่นจากที่สูง และคงจะดีกว่าหากมีทางพิเศษสำหรับแมวไว้รอบ ๆ ห้อง โดยการทำชั้นวางเป็นทางเดินให้กับแมว เพื่อให้แมวสามารถเดินลงมาที่พื้นหลังจากกระโดดขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ ได้

30. เสียงครางของแมวไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป

          แม้คุณจะได้ยินเสียงครางของแมว ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเสมอไปหรอกนะ เพราะการครางของแมวยังสามารถบ่งบอกถึง อาการเจ็บป่วย หรือกำลังกลัวสุดขีดด้วย ตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ

31. คิดให้รอบคอบก่อนหาสัตว์เลี้ยงใหม่เข้าบ้าน
 
          หากคุณคิดจะคิดนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน ควรจะปรึกษากับสัตวแพทย์ก่อน เกี่ยวกับการแนะนำให้พวกมันทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพราะการจับพวกมันไปไว้ในห้องเดียวกันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย อีกทั้งอาจจะทำให้พวกมันทะเลาะกันด้วย ส่วนคนที่มีสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหาเพื่อนใหม่ให้พวกมันหรอกนะ เพราะพวกมันเคยชินกับการอยู่ตัวเดียวแล้ว และอยู่ได้สบายมาก

32. แมวเอาก้นมาใกล้หน้า อย่าเพิ่งโกรธ

          การที่แมวทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะกวนหรือแกล้งคุณ แต่เป็นเพราะพวกมันอยากให้คุณช่วยทำความสะอาดก้นให้เหมือนกับตอนที่อยู่กับแม่แท้ ๆ ของพวกมันนั่นเอง

33. ซื้อของเล่นให้แมวไม่ต้องแพงนักก็ได้

          แมวทุกตัวต่างก็ชอบมีของเล่นด้วยกันทั้งนั้น แต่แมวไม่ได้เลือกของแพงมียี่ห้อสักหน่อย เพราะของธรรมดา ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นของเล่นให้แมวเล่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น กล่องกระดาษ ถุงพลาสติก ขยำฟอยล์ห่ออาหารให้เป็นลูกบอลกลม ๆ หรืออะไรก็ตามที่ดูแวววาวมีประกายและสะท้อนแสงได้ แค่นี้ก็ทำให้แมวมีความสุขแล้วล่ะ

34. สอนสัตว์เลี้ยงได้ทันที ไม่ต้องรอครบ 6 เดือน

          หากคุณคิดจะสอนหรือสั่งห้ามไม่ให้สัตว์เลี้ยงทำอะไร ก็สามารถฝึกได้เลยทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด 6 เดือนตามตำรา แต่ต้องแน่ใจว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงของคุณรับรู้ได้ครบถ้วนแล้วนะคะ

35. อย่าไล่ตะเพิดสุนัข เมื่อพวกมันมาต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน

          สุนัขจะรู้สึกสับสนทันทีหากคุณไล่ตะเพิดพวกมัน หลังจากที่พวกมันกระโดดใส่เพื่อต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน ในเมื่อทุกคนต่างก็อยากได้สัตว์เลี้ยงที่ดี ฉะนั้นไม่ควรทำให้พวกมันรู้สึกสับสน โดยการไล่ตะเพิดพวกมันออกไป แค่เพราะพวกมันพยายามจะกระโดดใส่คุณอย่างดีใจเท่านั้น

36. เตรียมที่ฝนเล็บให้สัตว์เลี้ยงดีกว่าเสี่ยงเฟอร์นิเจอร์พัง

          คุณควรจะหาผ้าเก่า ๆ หรือสิ่งของอื่น ๆ อย่างเช่น อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติก และเทปกาว มาห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเอาไว้ เพราะอย่างน้อยสิ่งของเหล่านี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนได้ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็เอาที่อุปกรณ์สำหรับฝนเล็บโดยเฉพาะ มาสอนให้สัตว์เลี้ยงฝึกข่วนอย่างเป็นที่

37. อย่ายอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาตั้งแต่ยังเด็ก

          ถ้าคุณยอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาของคุณ ในขณะที่พวกมันยังตัวเล็ก ๆ และน่ารักอยู่ล่ะก็ พวกมันก็จะเคยชินกับการนอนบนโซฟา และคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกมันสามารถทำได้ ไม่ว่าพวกมันจะโตขึ้นกี่ปีแล้วก็ตาม คราวนี้จะไล่ก็ยากแล้วนะ

38. สุนัขอายุมากก็ยังเรียนรู้ได้

          เจ้าของหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขมีอายุจะฝึกยาก ทั้งที่จริงแล้วเจ้าของสามารถฝึกฝนสุนัขให้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิตของพวกมันเลย ไม่ว่าพวกมันจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม

39. ให้สุนัขดมฉี่ตัวเอง เพื่อฉี่จุดเดิมไม่ได้ผลเสมอไป

          หากคุณเคยทำแบบนี้เพราะต้องการให้พวกมันฉี่จุด ๆ เดียวแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่า คุณทำแบบนั้นไปทำไม และแทนที่จะทำแบบนั้น คุณควรพาพวกมันออกไปนอกบ้าน เมื่อเห็นพวกมันมีทีท่าว่าจะฉี่ดีกว่า

40. หาของมาล่อสุนัขเมื่ออยากใส่สายจูงพาไปเดินเล่น

          หากคุณต้องการใส่สายจูงให้กับสุนัข คุณก็ควรจะหาสิ่งของมาดึงดูความสนใจพวกมันด้วย เมื่อเห็นว่าพวกมันพยายามหันหันไปทางอื่น เดินหนี หรือหยุดเดินแบบไม่มีเหตุผลในขณะที่คุณพาพวกมันไปเดินเล่น เพราะสิ่งของเหล่านั้นจะช่วยให้สุนัขอยากรู้สึกอยากเดิน และทำตามคำสั่งของคุณขณะใส่สายจูงมากกว่า

41. พื้นผิวขรุขระบนโซฟา ช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนได้

          หากคุณเหนื่อยกับการปัดขนแมวหรือขนสุนัขออกจากโซฟา คุณควรหาแผ่นพลาสติกที่มีผิวขรุขระ หรือเสื่อปูพื้นสำหรับรถยนต์แล้วนำมาวางบนโซฟา เท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ขึ้นมานอนบนโซฟาแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่ชอบนอนบนอุปกรณ์ขรุขระเหล่านี้สักเท่าไหร่

42. สุนัขเห่า กระโดด รื้อข้าวของ เพราะเรียกร้องความสนใจ

          หากเห็นสุนัขเห่า กระโดด หรือพยายามทึ้ง ดึงสิ่งของลงจากโต๊ะ อย่าเพิ่งดุหรือตีพวกมันนะ เพราะพวกมันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายข้าวของของคุณหรอก แต่สุนัขกำลังอ้อนวอนให้คุณวางโทรศัพท์แล้วหันมาเล่นกับพวกมันบ้างต่างหาก

43.  ควรปลอบสุนัขเวลาฟ้าร้อง

          หากสุนัขของคุณกลัวฟ้าร้อง หรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงดัง ควรหาผ้ามาคลุมให้พวกมันด้วย หากไม่มีผ้าหรือเสื้อมาคลุมตัวพวกมัน ก็อาจจะอุ้มพวกมันมากอดเอาไว้กับตัวก็ได้ หรือจะลูบขนช่วงลำตัวเบา ๆ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดให้กับพวกมันได้เช่นเดียวกัน

44. อาหารบางชนิดก็ไม่ดีกับสัตว์เลี้ยง

          อย่าลืมว่าระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงแตกต่างกับคนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะลูกเกด องุ่น สาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเป็นโรคไตได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารอันตรายอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรให้พวกมันกิน ซึ่งรวมไปถึง ช็อกโกแลต กาแฟ แมคคาเดเมีย ถั่วต่าง ๆ และอะโวคาโด

45. ถ้าอยากให้ขนของสัตว์เลี้ยงเส้นเล็กและดูเงางาม
 
          คุณควรจะเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่ก็จะมีสารอาหารตัวนี้กับสารอาหารอื่น ๆ ในปริมาณที่สมดุลและเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นอาหารที่เจ้าของทำขึ้นเองมักจะมีสารอาหารที่ไม่สมดุล หรือไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็เลยส่งผลให้ของสัตว์เลี้ยงดูแข็ง ๆ และหยาบกระด้างนั่นเอง

46. สารอาหารควรมีให้ครบถ้วน

          เช็กประเภทอาหารและปริมาณสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการ ก่อนทำอาหารให้พวกมันกิน เพราะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกาเผยว่า ในปี 2013 มีสุนัขจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่ทำโดยเจ้าของมักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน

47. ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับอาหารของสัตว์เลี้ยงมากจนเกินไป

          จริงอยู่ที่การให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินอาหารเม็ดเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับสมดุลสารอาหารในร่างกายของพวกมัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านั้นจะเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวเสมอไป ทางที่ดีแนะนำว่า หากคิดจะซื้ออาหารยี่ห้อใหม่มาให้สัตว์เลี้ยงกิน ก็ควรจะปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนดีกว่า

48. หากคุณให้สุนัขกินอาหารดิบ พวกมันอาจจะตายด้วยโรคฟันร้าวหรือติดเชื้อได้

          นอกจากนี้การให้สุนัขกินอาหารดิบยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคภูมิคุ้มกันอ่อนแอในสุนัขด้วย ก็เลยเป็นสาเหตุให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ต่อต้านการให้สุนัขกินอาหารดิบนั่นเอง

49. หากสุนัขหายตัวไป

          สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ให้ลองโทรศัพท์หาสถานที่รับเลี้ยงสุนัขที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของคุณในระยะ 10 กิโลเมตร จากนั้นจึงค่อยสอบถามหรือตามหาจากสถานที่ที่คาดว่าพวกมันจะไป และสถานรับเลี้ยงสัตว์ใกล้ ๆ บ้าน แล้วประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงอีกครั้งหากยังไม่พบสัตว์เลี้ยงตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น

50. อาหารของสัตว์เลี้ยงควรมีการรับรองอย่างถูกต้อง

          หากคุณคิดจะซื้ออาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน บนถุงอาหารควรมีการรับรองมาตรฐานระบุไว้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ได้คุณภาพและมีสารอาหารตามที่สุนัขต้องการอย่างครบถ้วน


          ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความลับของสัตว์เลี้ยงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และดูแลพวกมันกันอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสมมากขึ้นนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/574983077398303800/