Tuesday, September 4, 2018

12 วิธีป้องกันหมา-แมวฉี่หรืออึหน้าบ้าน จบปัญหากวนใจสักที!


   


      วิธีป้องกันไม่ให้หมา-แมวมาฉี่หรืออึบริเวณหน้าบ้าน ช่วยกำจัดปัญหาสิ่งสกปรก กลิ่นไม่พึ่งประสงค์ และไม่ต้องทนฝืนทำความสะอาดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบครองอีกต่อไป

       เหมือนจับฉลากได้สิ่งของที่ไม่อยากได้เอาซะเลย ! ปัญหาหมา-แมวมาอึและฉี่ทิ้งไว้หน้าบ้านเราเนี่ย จะแก้ยังไงก็ไม่สำเร็จซะที เพราะหมา-แมวเหล่านั้นจะวนเวียนกลับมาปลดทุกข์ซ้ำไว้ที่เดิมที่มันเคยปล่อย ทิ้งไว้ ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมนำเอาเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้หมา-แมวมาปลดทุกข์ทิ้งไว้หน้าบ้านมาฝากกันค่ะ รับรองว่าปลอดภัยและไม่รุนแรงต่อสัตว์อย่างแน่นอน

1. พ่นสเปรย์ป้องกันไว้หน้าบ้าน

         วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทั้งง่ายและได้ผลนั่นก็คือ ฉีดพ่นสเปรย์ป้องกันหมา-แมวมาฉี่หรืออึที่บริเวณหน้าบ้าน สเปรย์สูตรเฉพาะเหล่านี้จะมีกลิ่นที่หมา-แมวไม่ชอบ และเป็นกลิ่นที่พวกมันคิดว่าไม่ปลอดภัย ฉะนั้นจึงควรนำมาฉีดพ่นอยู่บ่อย ๆ หรือก่อนจะพวกมันจะเข้ามาทำธุระเพียงไม่กี่นาที ถึงจะได้ผลดีอย่างที่ต้องการ

2. ขวดพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า

         ปกติหมา-แมวจะไม่กล้าเข้ามาฉี่หรืออึในพื้นที่ที่มีสัตว์อื่นอยู่ โดยการนำขวดพลาสติกใสขนาด 1 ลิตร มากรอกน้ำเปล่าให้เต็ม แล้วนำไปวางไว้ตามจุดที่มันเคยฉี่หรืออึ เมื่อพวกมันเห็นเงาตัวเองในขวดน้ำก็คิดว่าเป็นตัวอื่น และไม่กล้าเข้ามาปล่อยของอีก

3. ติดตั้งกระจกเงาสะท้อน

         อย่างที่บอกไปว่าบรรดาหมา-แมวจะไม่เข้ามาทำธุระในถิ่นที่มีผู้คุมอยู่แล้ว หากวิธีขวดน้ำสะท้อนเงายังไม่ได้ผล เราแนะนำให้ติดตั้งบานกระจกไว้หน้าบ้านในมุมต่ำเลยค่ะ รับรองคราวนี้สะท้อนเงาพวกมันอย่างชัดเจน แค่เห็นก็ไม่กล้าข้ามถิ่นมาปลดทุกข์แน่นอน

4. เปลี่ยนที่ถ่าย เป็นที่ให้อาหาร

         หมา-แมวก็มีสัญชาตญาณไม่ปลดทุกข์ในพื้นที่ที่กินอาหาร ดังนั้นสามารถนำเกร็ดความรู้นี้มาใช้แก้ปัญหาได้ โดยการทำความสะอาดหน้าบ้านให้เกลี้ยงเกลาจนไม่เหลือคราบสกปรกเดิม  แล้วนำอาหารไปวางไว้ตรงจุดนั้น ๆ เมื่อพวกมันมากิน มันก็จะไม่มาถ่ายอีกต่อไป

5. โรยพริก จำกัดสิทธิ์ห้ามถ่ายทุกข์

         คุณสมบัติที่ทั้งฉุน ทั้งแสบจมูกของพริกป่นและพริกไทยก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ เพียงแค่ทำความสะอาดบริเวณที่หมา-แมวเคยมาทำธุระให้สะอาดไร้ร่องรอยเดิม แล้วนำพริกป่นหรือพริกไทยมาโรยไว้ตรงบริเวณนั้นในปริมาณที่พอเหมาะ ควรโรยอย่างระมัดระวัง โดยให้อยู่เหนือลม เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าจมูกเราเอง และเปิดประตูและหน้าต่างไว้ไม่ให้พริกปลิวเข้าบ้าน หากทำอย่างนี้บ่อย ๆ พวกมันก็จะรู้สึกฉุนจมูกจนไม่กล้ามาอีก

6. น้ำส้มสายชูราดลงพื้น หมา-แมวไม่กล้าฝืนเข้ามาแน่

         นอกจากกลิ่นฉุนที่ทำให้หมา-แมวขยาดแล้ว พื้นเปียก ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน ให้นำน้ำส้มสายชูมาผสมน้ำในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จากนั้นออกแรงลงมือทำความสะอาดบริเวณหน้าบ้าน แล้วนำน้ำส้มสายชูไปราดลงบนจุดที่พวกมันปลดทุกข์ให้ทั่ว เมื่อพื้นทั้งเปียกและมีกลิ่นฉุนขนาดนี้ รับรองหมา-แมวต้องรีบหนีไปแน่นอน

7. ป้ายจาระบี กลิ่นน้ำมันชนิดนี้ก็ฉุน

         หลายคนคงคุ้นเคยดีว่าจาระบีมีกลิ่นฉุนรุนแรงขนาดไหน ฉะนั้นเพียงแค่นำมาป้ายไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่พวกมันเคยมาปล่อยของไว้ ก็จะทำให้พวกมันได้กลิ่นฉุนจาระบีมาแต่ไกล จนไม่อยากเข้ามาใกล้หน้าบ้านเราอีก

8. แอมโมเนีย เคลียร์พื้นที่ให้โล่ง

         สูตรของเหลวอื่น ๆ อาจจะต้องราดให้พื้นเปียกแฉะ แต่สูตรแอนโมเนียแค่ทำความสะอาดหน้าบ้านเตรียมไว้ก่อน จากนั้นนำแอมโมเนียไปหยดไว้จุดที่หมา-แมวชอบมาถ่าย เพียงพวกมันได้กลิ่นก็ไม่อยากเข้ามาใกล้แล้ว

9. ทุบลูกเหม็นโรยหน้าบ้าน ปล่อยกลิ่นจัดการได้ผล

         แม้แต่แมลงสาบยังทนกลิ่นลูกเหม็นไม่ได้เลย แล้วจะนับประสาอะไรกับหมา-แมวที่ได้กลิ่นว่องไวยิ่งกว่า ให้นำลูกเหม็นมาทุบให้เป็นผงละเอียด แล้วนำมาโรยไว้ที่บริเวณหน้าบ้านและจุดปลดทุกข์ เมื่อพวกมันได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนจากเดิม มันก็จะไม่ย่างกายเข้ามาอย่างแน่นอน

10. ผสมน้ำยาดับกลิ่นราดพื้น

         อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้พื้นเปียกจนหมา-แมวไม่กล้าเข้ามาทำธุระ  นั่นก็คือ ให้นำน้ำยาดับกลิ่น หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค 1 ส่วน มาผสมน้ำเปล่า 4 ส่วน แล้วนำไปราดพื้นหน้าบ้านให้เปียกก่อนเวลาที่หมา-แมวจะมา เมื่อมันเห็นพื้นเปียกแถมยังมีกลิ่นแปลก ๆ มันก็จะเปลี่ยนใจทันที

11. ย้ายที่ปลดทุกข์อย่างแนบเนียน

         วิธีนี้ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอหน่อยนะคะ ถ้าพบเจออึของพวกมันบริเวณหน้าเมื่อไร ก็ให้รีบนำอุปกรณ์มาตักและย้ายไว้วางในที่ที่คุณเห็นว่าสมควรให้พวกมันปลด ทุกข์ และพื้นที่ตรงนั้นจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำอย่างนี้บ่อย ๆ สักวันพวกมันก็คล้อยตามไปปลดทุกข์ในที่ที่คุณจัดหาไว้ให้

12. เลี้ยงสุนัขพันธุ์ดุไว้ในบ้าน สร้างเจ้าประจำถิ่น

         ในเมื่อคนไม่สามารถเจรจากับหมา-แมวได้ เราก็ต้องใช้พวกมันนี่แหละเจรจากันเอง หากใครที่มีโครงการจะเลี้ยงหมาอยู่แล้ว แนะนำให้เลือกหมาพันธุ์ที่มีนิสัยค่อยข้างดุไปเลยค่ะ เพราะเมื่อหมา-แมวตัวอื่น ๆ ได้กลิ่นมันจะไม่กล้าเข้าฉี่หรืออึที่บ้านแน่ ๆ 

        
 ในเมื่อเรานำวิธีป้องกันหมา-แมวมาปลดทุกข์หน้าบ้านมาฝากกันแล้ว อีกทั้งยังปลอดภัยและไม่รุนแรงจนเกินไปแบบนี้ ก็อย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปลองใช้กันดูค่ะ หรือถ้ามีวิธีอื่นก็สามารถนำมาบอกต่อได้นะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก gcrdcn และ Blogging
cr. pic.  https://www.pinterest.com/pin/772226667327924082/

Saturday, November 11, 2017

50 ความลับเล็ก ๆ ที่เหล่าสัตว์เลี้ยงอยากบอกให้คุณรู้


          คนรักสัตว์ส่วนใหญ่อาจจะเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไปของสัตว์แต่ละตัว ทั้งรูปร่าง ขนาด ส่วนสูง หรืออุปนิสัย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลภาพรวมไม่ได้เจาะจงให้ลึกลงไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีสิ่งที่พวกคุณควรรู้มากกว่านั้น โดยเฉพาะ 50 ความลับต่อไปนี้ของเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ที่อาจจะอยากบอกออกมาให้คุณได้รับรู้ ลองไปดูกันนะคะ

1. สุนัขกระดิกหาง ไม่ใช่การเชื้อเชิญให้เล่นด้วย

          การที่สุนัขกระดิกหางไม่ได้หมายความว่า พวกมันอยากจะเล่นกับคุณเสมอไป เพราะนักวิจับชาวอิตาลีพบว่า การกระดิกหางของสุนัขมีนัยยะสำคัญมากกว่านั้น โดยสุนัขจะกระดิกหางไปทางขวาเล็กน้อยเมื่อเจอบางอย่างที่พวกมันชอบ และจะกระดิกหางไปทางซ้ายเล็กน้อย เมื่อพวกมักเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันต้องการหลีกหนีต่างหาก

2. แปรงแต่งขนมือสอง น้องหมาก็ใช้ได้

          หากคุณต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการซื้อแปรงเก่ามาใช้ตกแต่งขนสุนัข คุณก็สามารถทำได้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้เป็นแปรงที่เหมาสมกับขนสุนัขของคุณด้วยจากการดูลักษณะของแปรง โดยแปรงแบบยางจะช่วยให้ช่วยในเรื่องของการไหลเวียนเลือดและการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง ในขณะที่แปรงขนสัตว์สามารถช่วยกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วได้ดีกว่า

3. อย่าใช้แสงเล่นกับแมวให้สับสน

          เพราะแสงต่าง ๆ ทำให้แมวสับสน แทนที่จะรู้สึกสนุกสนานอย่างที่คุณคิด เนื่องจากพวกมันไม่สามารถจับต้องแสงเหล่านั้นได้ และถ้าหากคุณอยากเล่นกับแมวจริง ๆ แนะนำว่า ควรใช้ของเล่นที่แมวสามารถจับต้องได้ดีกว่า

4. อย่าให้อาหารเป็นรางวัลทุกครั้ง

          ปกติเจ้าของมักจะให้ขนมเป็นของขวัญสัตว์เลี้ยงหลังการฝึกอะไรสักอย่าง ซึ่งบางครั้งปริมาณอาหารก็มากเกินกว่าที่ร่างกายของสุนัขหรือแมวต้องการ ฉะนั้นหากคุณต้องการให้รางวัลสักชิ้นกับสัตว์เลี้ยงที่สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ ก็ควรสับเปลี่ยนเป็นของเล่น หรือรางวัลชนิดอื่นบ้าง

5. ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เป่าขนสุนัข

          หากคุณอยากให้ขนสุนัขดูฟูฟ่องแทนที่จะใช้ไดร์เป่าผมแบบที่เคยทำมา ให้เปลี่ยนเป็นการใช้ผ้าเช็ดบริเวณโคนขน และหมั่นแปรงขนให้พวกมันแทนดีกว่า เพราะวิธีนี้จะช่วยดูดซับน้ำมันพร้อมกับทำให้ขนดูฟูฟ่องตามที่ต้องการ อีกทั้งยังไม่พันกันเป็นก้อนด้วย การใช้ไดร์เป่าผมบางครั้งก็ร้อนมากเกินไปจนสัตว์เลี้ยงไม่ปลื้ม

6. อย่าเร่งเร้าสุนัขในขณะที่พวกมันกำลังจะขับถ่าย

          เพราะสุนัขทุกตัวมีสัญชาตญาณที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเร่งเร้าสุนัขให้รีบ ๆ ทำธุระ ในขณะที่พวกมันกำลังเดินวนไปมา เพื่อหาสถานที่สำหรับขับถ่าย แต่ควรรออย่างใจเย็นจะดีกว่า

7. สุนัขนอนเยอะไม่ใช่เรื่องดี

          คุณอาจคิดว่าที่สุนัขนอนเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้พักผ่อน แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป และกระทบกับบุคลิกของสุนัขด้วย ทั้งนี้แก้ไขได้โดยการพาสุนัขออกไปเดินเล่นทุก ๆ วัน หรือแค่คุณยอมเล่นกับพวกมันบ้างอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันก็พอแล้ว

8. สุนัขที่แก่ตัวลงก็กินยากขึ้น

          สุนัขที่ค่อย ๆ แก่ตัวลง อาจจะกินได้ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยิ่งถ้าสุนัขของคุณเป็นโรคข้อต่ออักเสบ พวกมันจะมีความสุขมากกว่าหากคุณมีสิ่งของหรืออาหารที่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซึ่งอาหารเสริมที่ดีต่อโรคนี้ก็คือ อาหารที่ประกอบด้วย กลูโคซามีน คอนโดรอิทิน และซัลเฟต และให้กินสลับกับอาหารทั่วไปที่เหมาะสมกับวัยของสุนัข

9. การทำหมันไม่ได้ช่วยให้สัตว์เลี้ยงเลิกฉี่สร้างอาณาเขต

          เจ้าของหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การทำหมันจะช่วยหยุดนิสัยไม่ให้แมวหรือสุนัขฉี่สะเปะสะปะได้ ซึ่งความจริงแล้วบางตัวก็ยังมีนิสัยเดิมอยู่ โดยเฉพาะถ้าหากมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน

10. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เป็นสัญญาณว่าอาจป่วย

          หากสุนัขของคุณกินอาหารโดยใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะหมดถ้วย ทั้งที่ปกติสามารถกินหมดภายในเวลาไม่กี่นาที หรือแสดงอาการเหนื่อยเร็ว มีปริมาณฉี่มากผิดปกติ และดื่มน้ำมากกว่าทุก ๆ วัน ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะสุนัขอาจกำลังป่วยอยู่ก็ได้

11. เลี้ยงไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก

          ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะเป็นแมวหรือสุนัข จะส่งผลดีกับพวกมันมากกว่าหากคุณจะเลี้ยงพวกมันเอาไว้ภายในบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะพวกมันก็ไม่อยากถูกรถชน โดนขโมย หรือหายตัวไปจากครอบครัวอันเป็นที่รักของพวกมันรักนักหรอก

12. ควรแนะนำคนแปลกหน้าตั้งแต่สัตว์เลี้ยงยังเด็ก

          ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าว่า ควรให้สุนัขทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่จำนวน 100 คน ที่มีขนาดลำตัว เพศ และเชื้อชาติที่แตกต่างกันในช่วง 100 วันแรกนับตั้งแต่ที่สุนัขลืมตาดูโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นควรมีคนที่สวมหมวก ใส่แว่น หรือมีเครื่องประดับที่คิดว่าสามารถทำให้พวกมันรู้สึกกลัวได้รวมอยู่ด้วย เพื่อให้สุนัขสามารถแยกแยะได้นั่นเอง

13. สุนัขเอาก้นถูพรมไม่ใช่เรื่องน่ารัก

          หลาคนอาจจะคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องน่ารัก แต่ความจริงแล้วหากคุณเห็นสุนัขเอาก้นถูกับพรม นั่นหมายความว่า พวกมันกำลังคันและมีอะไรผิดปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าของก็ควรพาสุนัขไปพบกับสัตวแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคต่อมข้างก้นอักเสบ พยาธิ หรือโรคผิวหนังก็ได้

14. หาวิธีรับมือกับสัตว์เลี้ยงก่อนพาเพื่อนใหม่เข้าบ้าน

          หากคุณต้องการจะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน ควรถามเทรนเนอร์หรือหาวิธีทดสอบอารมณ์สัตว์เลี้ยงเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับเสียก่อน เพื่อหาวิธีรับมือหากมีปัญหาเขม่นกันขึ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวเก่าตรอมใจจนหมดเรี่ยวแรง

15. อยากให้สุนัขสนใจ ไม่ต้องใช้ของสำหรับสุนัขก็ได้

          หากคุณต้องการให้สุนัขหันมาสนใจคุณ เมื่อคุณต้องการจะฝึกพวกมันล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือขนมเฉพาะสุนัขมาหลอกล่อหรอก ขอแค่เป็นของที่มีประกายแวววาว หรืออาหารหอม ๆ อย่างเช่น ไก่ทอด ก็ได้ผลแล้ว

16. หากเห็นสุนัขหรือแมวกินหญ้าไม่ต้องตกใจ

          ที่บอกว่าไม่ต้องตกใจหรือจำเป็นต้องเข้าไปห้ามเมื่อเห็นสุนัขกินหญ้า ก็เพราะในขณะนั้นสุนัขอาจจะพยายามรักษาตัวเอง ต้องการสารอาหารมากขึ้น หรือแค่เคี้ยวเล่น ๆ ไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง หากจะห้ามก็ควรห้ามสุนัขที่กำลังจะกินหญ้าเคลือบยาฆ่าแมลงดีกว่า

17. เสื้อผ้าที่กองบนพื้น อาจถูกแทะแบบไม่รู้ตัว

          อย่าคิดว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่สนใจกองเสื้อผ้าของคุณ โดยเฉพาะชุดชั้นใน เพราะพวกมันอาจจะนำมาแทะหรือกัดกินจนเสียหายได้ ซึ่งสิ่งนี้สามารถยืนยันได้จากรายงานของสัตวแพทย์ ที่มีรายงานการผ่าตัดเสื้อผ้าออกจากท้องของสุนัขกว่าร้อยชิ้นในแต่ละปี

18. พาสุนัขไปเลือกที่นอนด้วยตัวเองยิ่งดี

          ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสุนัขก็มีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณคิดจะเลือกที่นอนให้กับสุนัข ทางที่ดีควรพาสุนัขไปเลือกด้วยตัวเองดีกว่า หรือเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับลักษณะการนอนของพวกมัน ถ้าหากพวกมันชอบนอนโดยยื่นขาออกมาข้างหน้าควรเลือกที่นอนแบบราบและเปิดด้านข้าง แต่ถ้าหากสุนัขชอบนอนขดตัวก็ให้เลือกแบบที่มีขอบเตียง เป็นต้น

19. สุนัขกับเด็ก เปล่าเข้ากันไม่ได้อย่างที่คิด

          สุนัขอาจจะไม่ได้เข้ากับเด็กได้ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะถ้าหากคุณเห็นว่า สุนัขกำลังเลีย ลดหูไปด้านหลัง หันหัวไปทางอื่น หรือหาวบ่อย ๆ ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่กับสุนัขแล้วล่ะก็ อยากให้รู้เอาไว้ว่าตอนนี้สุนัขกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก และคงจะดีกว่าหากคุณจะช่วยห้ามเด็ก ๆ ไม่ให้ดึงหาง ก่อนที่สุนัขจะสูญเสียหางของมันไป

20.  อย่าตัดขนสุนัขเพราะคิดว่าพวกมันจะร้อน

          ไม่ว่าเครื่องตรวจจับอุณหภูมิจะแสดงระดับความร้อนกี่องศา และขนของสุนัขจะยาวแค่ไหน สุนัขก็ไม่ได้ต้องการหรือขอร้องให้คุณช่วยตัดขนพวกมันอยู่ดี เนื่องจากพวกมันมีกลไกที่ช่วยป้องกันความร้อนในตัวอยู่แล้ว หากคิดจะช่วยก็แค่พาพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ส่วนคุณก็แค่หมั่นแปรงขน และปรับระบบระบายอากาศให้ดีขึ้นก็พอ

21. อย่าปล่อยสุนัขไว้ในสวนแล้วคิดว่าพวกมันสนุก

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขจะรู้สึกสนุกสนานมากกว่าหากพาพวกมันไปปล่อยทิ้งไว้ที่หลังบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะสุนัขจะเดินไปหลบอยู่ที่มุมแล้วนอนรอให้คุณเดินกลับมาหาพวกมัน และจะยินดีมากกว่าหากคุณยอมวิ่งเล่นไปกับพวกมันด้วยมากกว่า

22. สุนัขส่วนใหญ่ชอบเล่นจับจานบิน แต่ควรเลือกคุณภาพด้วย

          เพราะจานบินบางยี่ห้อเป็นพลาสติกแข็ง ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายกับฟันและเหงือกของสุนัข ดังนั้นหากคุณต้องการจะเล่นกับพวกมันควรหาจานบินที่ทำจากพลาสติกนิ่ม ๆ หรือสามารถยืดหยุ่นได้ดีกว่า

23. สุนัขไม่ชินกับคนแปลกหน้า และอย่าเอามือไปจับ

          นอกจากนี้สุนัขยังอยากให้เจ้าของรู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่รู้สึกยินดีเลยสักครั้งหากมีคนแปลกหน้ามาแตะต้องตัวพวกมัน และก็ไม่ต้องแปลกใจหากพวกมันจะกัด เพราะคนแปลกหน้าก็เหมือนชิ้นเนื้อดี ๆ นี่เอง ซึ่งคงจะดีกว่าหากให้คนแปลกหน้ายื่นมือมาให้พวกมันดมกลิ่นก่อน ก่อนที่จะจับหรือลูบขน

24. การถอดเล็บแมว เจ็บปวดและไม่ใช่เรื่องดี

          เจ้าของหลายคนตัดสินใจถอดเล็บแมวออก เพราะไม่อยากให้ข้าวของเสียหาย ซึ่งการถอดเล็บแมวก็ไม่ต่างอะไรจากการตัดนิ้วมือ ที่นอกจากจะเจ็บปวดมากแล้วยังทำให้พวกมันไม่เหลือความเป็นแมวอีกเลยด้วย

25. แมวฉี่นอกกระบะทรายเพราะความเครียด

          หากคุณเห็นแมวฉี่นอกกระบะทราย ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ เพราะพวกมันจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่่อตกอยู่ในภาวะเครียด หรือกังวล อย่างเช่น มีคนแปลกหน้า สัตว์เลี้ยงตัวอื่น หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เข้ามาอยู่ในบ้าน

26. บ้านหมา บ้านแมว ดีไซน์แปลก อาจไม่ได้อยู่สบาย

          หยุดคิดสักนิดก่อนซื้อบ้านแมว หรือบ้านหมา หน้าตาแปลก ๆ ถึงแม้ว่ามันจะดูสวยงามดีอยู่ แต่สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้อยากอยู่ในบ้านหน้าตาประหลาด แต่นอนไม่สบายหรอกนะ ลองเลือกบ้านหน้าตาพื้น ๆ แต่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้วมีความสุขดีกว่าเยอะ

27. แมวทุกตัวสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งของคุณได้

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า การฝึกแมวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการเรียนรู้ทริคการสอนจากในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งการสั่งให้นั่ง ยืน กระโดดข้ามห่วง เดินมาหา หรือแม้แต่แตะมือกับคุณ เป็นต้น

28. แมวเกร็งตัวเมื่อเอามือลูบหลัง ให้ระวังเอาไว้

          หากแมวตัวแข็งทื่อทุกครั้งที่คุณวางมือลงบนหลังของพวกมันให้ระวังให้ดี เพราะจากการศึกษาในปี 2013 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Physiology and Behavior ระบุว่า แมวที่ยืนตัวแข็งทื่อหลังจากที่มีคนลูบหลังมักจะเป็นแมวที่มีความเครียดสูงกว่าแมวที่เดินหนีการสัมผัส

29. แมวมองโลกแบบแนวตั้ง ไม่ใช่แนวนอน

          ฉะนั้นอย่าเพิ่งโกรธแมวของตัวเอง หากพวกมันบังเอิญทำของตกหรือหล่นจากที่สูง และคงจะดีกว่าหากมีทางพิเศษสำหรับแมวไว้รอบ ๆ ห้อง โดยการทำชั้นวางเป็นทางเดินให้กับแมว เพื่อให้แมวสามารถเดินลงมาที่พื้นหลังจากกระโดดขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ ได้

30. เสียงครางของแมวไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป

          แม้คุณจะได้ยินเสียงครางของแมว ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเสมอไปหรอกนะ เพราะการครางของแมวยังสามารถบ่งบอกถึง อาการเจ็บป่วย หรือกำลังกลัวสุดขีดด้วย ตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ

31. คิดให้รอบคอบก่อนหาสัตว์เลี้ยงใหม่เข้าบ้าน
 
          หากคุณคิดจะคิดนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน ควรจะปรึกษากับสัตวแพทย์ก่อน เกี่ยวกับการแนะนำให้พวกมันทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพราะการจับพวกมันไปไว้ในห้องเดียวกันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย อีกทั้งอาจจะทำให้พวกมันทะเลาะกันด้วย ส่วนคนที่มีสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหาเพื่อนใหม่ให้พวกมันหรอกนะ เพราะพวกมันเคยชินกับการอยู่ตัวเดียวแล้ว และอยู่ได้สบายมาก

32. แมวเอาก้นมาใกล้หน้า อย่าเพิ่งโกรธ

          การที่แมวทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะกวนหรือแกล้งคุณ แต่เป็นเพราะพวกมันอยากให้คุณช่วยทำความสะอาดก้นให้เหมือนกับตอนที่อยู่กับแม่แท้ ๆ ของพวกมันนั่นเอง

33. ซื้อของเล่นให้แมวไม่ต้องแพงนักก็ได้

          แมวทุกตัวต่างก็ชอบมีของเล่นด้วยกันทั้งนั้น แต่แมวไม่ได้เลือกของแพงมียี่ห้อสักหน่อย เพราะของธรรมดา ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นของเล่นให้แมวเล่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น กล่องกระดาษ ถุงพลาสติก ขยำฟอยล์ห่ออาหารให้เป็นลูกบอลกลม ๆ หรืออะไรก็ตามที่ดูแวววาวมีประกายและสะท้อนแสงได้ แค่นี้ก็ทำให้แมวมีความสุขแล้วล่ะ

34. สอนสัตว์เลี้ยงได้ทันที ไม่ต้องรอครบ 6 เดือน

          หากคุณคิดจะสอนหรือสั่งห้ามไม่ให้สัตว์เลี้ยงทำอะไร ก็สามารถฝึกได้เลยทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด 6 เดือนตามตำรา แต่ต้องแน่ใจว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงของคุณรับรู้ได้ครบถ้วนแล้วนะคะ

35. อย่าไล่ตะเพิดสุนัข เมื่อพวกมันมาต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน

          สุนัขจะรู้สึกสับสนทันทีหากคุณไล่ตะเพิดพวกมัน หลังจากที่พวกมันกระโดดใส่เพื่อต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน ในเมื่อทุกคนต่างก็อยากได้สัตว์เลี้ยงที่ดี ฉะนั้นไม่ควรทำให้พวกมันรู้สึกสับสน โดยการไล่ตะเพิดพวกมันออกไป แค่เพราะพวกมันพยายามจะกระโดดใส่คุณอย่างดีใจเท่านั้น

36. เตรียมที่ฝนเล็บให้สัตว์เลี้ยงดีกว่าเสี่ยงเฟอร์นิเจอร์พัง

          คุณควรจะหาผ้าเก่า ๆ หรือสิ่งของอื่น ๆ อย่างเช่น อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติก และเทปกาว มาห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเอาไว้ เพราะอย่างน้อยสิ่งของเหล่านี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนได้ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็เอาที่อุปกรณ์สำหรับฝนเล็บโดยเฉพาะ มาสอนให้สัตว์เลี้ยงฝึกข่วนอย่างเป็นที่

37. อย่ายอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาตั้งแต่ยังเด็ก

          ถ้าคุณยอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาของคุณ ในขณะที่พวกมันยังตัวเล็ก ๆ และน่ารักอยู่ล่ะก็ พวกมันก็จะเคยชินกับการนอนบนโซฟา และคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกมันสามารถทำได้ ไม่ว่าพวกมันจะโตขึ้นกี่ปีแล้วก็ตาม คราวนี้จะไล่ก็ยากแล้วนะ

38. สุนัขอายุมากก็ยังเรียนรู้ได้

          เจ้าของหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขมีอายุจะฝึกยาก ทั้งที่จริงแล้วเจ้าของสามารถฝึกฝนสุนัขให้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิตของพวกมันเลย ไม่ว่าพวกมันจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม

39. ให้สุนัขดมฉี่ตัวเอง เพื่อฉี่จุดเดิมไม่ได้ผลเสมอไป

          หากคุณเคยทำแบบนี้เพราะต้องการให้พวกมันฉี่จุด ๆ เดียวแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่า คุณทำแบบนั้นไปทำไม และแทนที่จะทำแบบนั้น คุณควรพาพวกมันออกไปนอกบ้าน เมื่อเห็นพวกมันมีทีท่าว่าจะฉี่ดีกว่า

40. หาของมาล่อสุนัขเมื่ออยากใส่สายจูงพาไปเดินเล่น

          หากคุณต้องการใส่สายจูงให้กับสุนัข คุณก็ควรจะหาสิ่งของมาดึงดูความสนใจพวกมันด้วย เมื่อเห็นว่าพวกมันพยายามหันหันไปทางอื่น เดินหนี หรือหยุดเดินแบบไม่มีเหตุผลในขณะที่คุณพาพวกมันไปเดินเล่น เพราะสิ่งของเหล่านั้นจะช่วยให้สุนัขอยากรู้สึกอยากเดิน และทำตามคำสั่งของคุณขณะใส่สายจูงมากกว่า

41. พื้นผิวขรุขระบนโซฟา ช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนได้

          หากคุณเหนื่อยกับการปัดขนแมวหรือขนสุนัขออกจากโซฟา คุณควรหาแผ่นพลาสติกที่มีผิวขรุขระ หรือเสื่อปูพื้นสำหรับรถยนต์แล้วนำมาวางบนโซฟา เท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ขึ้นมานอนบนโซฟาแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่ชอบนอนบนอุปกรณ์ขรุขระเหล่านี้สักเท่าไหร่

42. สุนัขเห่า กระโดด รื้อข้าวของ เพราะเรียกร้องความสนใจ

          หากเห็นสุนัขเห่า กระโดด หรือพยายามทึ้ง ดึงสิ่งของลงจากโต๊ะ อย่าเพิ่งดุหรือตีพวกมันนะ เพราะพวกมันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายข้าวของของคุณหรอก แต่สุนัขกำลังอ้อนวอนให้คุณวางโทรศัพท์แล้วหันมาเล่นกับพวกมันบ้างต่างหาก

43.  ควรปลอบสุนัขเวลาฟ้าร้อง

          หากสุนัขของคุณกลัวฟ้าร้อง หรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงดัง ควรหาผ้ามาคลุมให้พวกมันด้วย หากไม่มีผ้าหรือเสื้อมาคลุมตัวพวกมัน ก็อาจจะอุ้มพวกมันมากอดเอาไว้กับตัวก็ได้ หรือจะลูบขนช่วงลำตัวเบา ๆ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดให้กับพวกมันได้เช่นเดียวกัน

44. อาหารบางชนิดก็ไม่ดีกับสัตว์เลี้ยง

          อย่าลืมว่าระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงแตกต่างกับคนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะลูกเกด องุ่น สาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเป็นโรคไตได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารอันตรายอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรให้พวกมันกิน ซึ่งรวมไปถึง ช็อกโกแลต กาแฟ แมคคาเดเมีย ถั่วต่าง ๆ และอะโวคาโด

45. ถ้าอยากให้ขนของสัตว์เลี้ยงเส้นเล็กและดูเงางาม
 
          คุณควรจะเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่ก็จะมีสารอาหารตัวนี้กับสารอาหารอื่น ๆ ในปริมาณที่สมดุลและเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นอาหารที่เจ้าของทำขึ้นเองมักจะมีสารอาหารที่ไม่สมดุล หรือไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็เลยส่งผลให้ของสัตว์เลี้ยงดูแข็ง ๆ และหยาบกระด้างนั่นเอง

46. สารอาหารควรมีให้ครบถ้วน

          เช็กประเภทอาหารและปริมาณสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการ ก่อนทำอาหารให้พวกมันกิน เพราะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกาเผยว่า ในปี 2013 มีสุนัขจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่ทำโดยเจ้าของมักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน

47. ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับอาหารของสัตว์เลี้ยงมากจนเกินไป

          จริงอยู่ที่การให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินอาหารเม็ดเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับสมดุลสารอาหารในร่างกายของพวกมัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านั้นจะเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวเสมอไป ทางที่ดีแนะนำว่า หากคิดจะซื้ออาหารยี่ห้อใหม่มาให้สัตว์เลี้ยงกิน ก็ควรจะปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนดีกว่า

48. หากคุณให้สุนัขกินอาหารดิบ พวกมันอาจจะตายด้วยโรคฟันร้าวหรือติดเชื้อได้

          นอกจากนี้การให้สุนัขกินอาหารดิบยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคภูมิคุ้มกันอ่อนแอในสุนัขด้วย ก็เลยเป็นสาเหตุให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ต่อต้านการให้สุนัขกินอาหารดิบนั่นเอง

49. หากสุนัขหายตัวไป

          สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ให้ลองโทรศัพท์หาสถานที่รับเลี้ยงสุนัขที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของคุณในระยะ 10 กิโลเมตร จากนั้นจึงค่อยสอบถามหรือตามหาจากสถานที่ที่คาดว่าพวกมันจะไป และสถานรับเลี้ยงสัตว์ใกล้ ๆ บ้าน แล้วประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงอีกครั้งหากยังไม่พบสัตว์เลี้ยงตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น

50. อาหารของสัตว์เลี้ยงควรมีการรับรองอย่างถูกต้อง

          หากคุณคิดจะซื้ออาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน บนถุงอาหารควรมีการรับรองมาตรฐานระบุไว้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ได้คุณภาพและมีสารอาหารตามที่สุนัขต้องการอย่างครบถ้วน


          ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความลับของสัตว์เลี้ยงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และดูแลพวกมันกันอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสมมากขึ้นนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/574983077398303800/

Monday, November 6, 2017

10 วิธีบอกรักแบบน้องหมา ที่ตูบอยากให้นายรู้ว่าฉันรักเธอ !


         เจ้านายบางคนอยู่กับหมาตัวเองทุกวันแต่ไม่เคยจะรู้ว่าหมากำลังบอกรัก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอเอาวิธีบอกรักแบบหมา ๆ มาฝากกัน จะได้รู้เอาไว้ว่าหากหมาทำแบบนี้แสดงว่ากำลังบอกรักคุณอยู่นะ 
   
          ไม่ว่าใครก็แสดงความรักให้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นคน หมา หรือแมว เนื่องในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ หากคุณอยากโดนบอกรักบ้าง แต่หันไปรอบ ๆ ตัวก็ยังไม่มีใครเดินเข้ามา หันหน้าไปมองเพื่อน 4 ขาข้าง ๆ ตัวคุณดู แม้จะพูดว่าฉักรักเธอเป็นภาษาคนไม่ได้ แต่มันก็พร้อมจะสารภาพรักกับคุณทุกเวลากับ 10 พฤติกรรมบอกรักแบบหมา ๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

1. แบ่งปันความสกปรกให้นายเป็นพวกเดียวกัน

          อย่าเพิ่งตกใจจนขวัญหนีดีฟ่อหรือเดินหนีหน้ากันไปไหน หากเจ้าแสนซน 4 ขาเดินเข้ามาออดอ้อนและซุกไซ้ตามแขนขาแม้จะมีกลิ่นตัวเหม็น ๆ เพราะนั่นแสดงว่าหมากำลังบอกรักคุณอยู่นั่นเอง ก็หมาพูดภาษาคนไม่ได้นี่เนอะ ร้องโฮ่ง ๆ ก็กลัวไม่เข้าใจ เลยขอใช้วิธีถูไถคราบไคลและกลิ่นตามตัวของมันไปติดตัวเจ้านายไว้สักหน่อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกันแล้วนะ

2. คลอเคลียเจ้านายทุกครั้งหลังอาหารมื้อหลัก

          ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเจ้านายน้องหมา แต่อย่าไปเอ็ดพวกมันเลยเชื่อเถอะ เพราะพฤติกรรมชอบคลอเคลีย เอาตัวซุกไซ้ตามแขนขา และเรอใส่หน้าเจ้านายหลังกินข้าวเสร็จทุกครั้ง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เป็นสัญญาณว่าน้องหมาพยายามจะบอกรักเจ้านายอยู่นะ การทำเช่นนี้ของน้องหมาก็อารมณ์คล้าย ๆ กับการกินยาหลังอาหารนั่นแหละ หากไม่ได้ทำก็จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

3. เลียนแบบท่าทางการอ้าปากของนาย

          เคยสังเกตไหมว่าทุกครั้งที่เราอ้าปากเหมือนจะหาว น้องหมาก็จะมองและหาวตามทุกครั้ง ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องตลกในสายตาคนอย่างเรา แต่ในความคิดของน้องหมาการกระทำแบบนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีบอกรักให้เจ้านายรู้ ถ้าไม่เคยสังเกตมาก่อนก็ลองทดสอบดูได้นะคะ

4. อดทนนั่งรอที่ประตูจนกว่านายจะกลับ

          ขนาดคนยังห่วงหาอาทรเมื่อคนรักต้องไกลห่าง แล้วนับประสาอะไรกับน้องหมาที่รู้สึกใจหายเมื่อนายออกไปทำงานนอกบ้าน ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจหรอกหากไล่ตูบกี่ทีกี่ครั้ง เจ้าจอมซนตัวนี้ก็ยังพยายามจะกระโดดขึ้นรถหรือนั่งรอคุณอย่างใจจดใจจ่อที่ประตูทุกวันไม่เคยมีเบื่อ และกระโดดโลดเต้นยิ่งกว่าได้ของเล่นใหม่เมื่อเห็นว่าคุณเปิดประตูเข้ามาในบ้าน แม้ในเวลาที่กลับมาเอาของที่ลืมไว้แป๊บเดียวก็เถอะ 

5. กระโจนเข้าใส่ด้วยความดีใจเมื่อนายกลับบ้าน

          หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมเจ้าตูบต้องดีใจออกนอกหน้าในเมื่อเจอกันทุกวันและอยู่กันแบบนี้มาตลอด แถมยังดีใจแบบโอเว่อร์แอ็คติ้ง เช่น กระดิกหางรัว ๆ วิ่งวนไปมารอบตัวจนเจ้านายอย่างเราปวดหัวแทน เห่าเสียงดังจนกลัวว่าเพื่อนบ้านจะรำคาญ หรือกระโจนพุ่งเข้าใส่ทำเหมือนยังเป็นหมาตัวเล็ก ๆ จนเราเองเกือบเซล้มไม่เป็นท่า อาการทั้งหมดนี้ก็เป็นการบอกรักของน้องหมาอีกเหมือนกันนั่นแหละ

6. จ้องตาเขม็งเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนาย

          ถ้าคุณเป็นมือใหม่ในการเลี้ยงสุนัขก็อาจจะฉงนใจว่าหมาจะจ้องตาเขม็งทำไม หรืออาจจะคิดไปไกลว่ามันไม่พอใจอะไรหรือเปล่า จริง ๆ แล้วพฤติกรรมน่าประหลาดแบบนี้ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกค่ะ แต่กลับเป็นการเรียกร้องความสนใจให้เจ้านายหันมาเล่นและพูดคุยด้วยเท่านั้นเอง ถ้าหากคุณยอมทำตามแล้วละก็ สายตาแข็ง ๆ แบบนั้นจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทันที

7. ยักคิ้วใส่เมื่อเจอหน้าเจ้านาย

          อาการยักคิ้วหลิ่วตาเนี่ยไม่ได้มีแค่คนเท่านั้นนะที่ทำได้ เพราะน้องหมาก็ทำได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำเพราะอยากหว่านเสน่ห์หรืออะไรหรอก ที่สำคัญหากคุณไม่ใช่คนเลี้ยงหมาจริง ๆ ก็ยากที่จะเห็น เพราะน้องหมาจะยักคิ้วเมื่อต้องการบอกรักเจ้านายเท่านั้น ซึ่งก็จะมีแต่เจ้านายของมันจริง ๆ เท่านั้นแหละที่ได้เห็นบ่อย ๆ จนชิน สำหรับคนทั่วไปแล้วคงฟังดูเป็นเรื่องตลกไปเลยใช่ไหมล่ะ

8. เอนตัวพิงขาเจ้านาย

          เวลาที่เราอยู่ใกล้ ๆ คนรักก็มีอารมณ์อยากจะออดอ้อนออเซาะกันบ้างแหละ เรื่องแบบนี้เหล่าเจ้าตูบก็เป็นเหมือนกันนะจะบอกให้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งใช้ขาเตะพวกมันเพื่อไล่เจ้าตูบไปไกล ๆ ตอนที่พวกมันกำลังพยายามจะทำตัวอ่อนแอบอิงออเซาะที่ขาเสียล่ะ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้พวกมันเสียอกเสียใจแอบไปนั่งซึมมุมห้อง เพราะบอกรักคุณไปแล้วแต่คุณดันไม่สนใจอะไรเลยก็ได้ 

9. นอนขวางบนเตียงนอน

          อย่าเพิ่งอารมณ์เสียและคิดว่าน้องหมากำลังแย่งที่นอนของคุณ เพราะจริง ๆ แล้วการที่น้องหมานอนขวางเป็นแนวทแยงมุมบนเตียงนอนของคุณนั้น แสดงให้เห็นว่าทุกที่ที่คุณนอนมันก็นอนได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นเพราะว่ามันอยากอยู่ใกล้นายสุดที่รักยังไงล่ะ

10. ได้กลิ่นความรักแท้จากนาย

          น้องหมาเป็นสัตว์ที่เกิดมาพร้อมกับจมูกอันแสนพิเศษ สามารถดมกลิ่นได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งความรูสึกที่แท้จริง ทุกครั้งที่คุณส่งความรักและความเมตตาให้มันโดยที่ไม่แสดงท่าทางออกมา แต่จะรับรู้ได้ด้วยกลิ่นของความรักที่อบอวลอยู่รอบตัวและจะเข้าไปแสดงความรักตอบกลับให้คุณทันที

          พฤติกรรมที่แสดงความรักของน้องหมาแสดงให้เราเห็นแล้วว่าสัตว์ก็มีหัวใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนรัก 4 ขาแสนซื่อสัตย์ของพวกเรา หากคุณเป็นคนเลี้ยงหมาก็ควรหมั่นสังเกตและจดจำพฤติกรรมที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เอาไว้ให้ดี ๆ จะได้ไม่งงและเมินเฉยตอนที่น้องหมากำลังบอกรัก แต่คุณไม่เข้าใจแถมยังไล่ตะเพิดออกไปจนเสียบรรยากาศเหมือนที่ผ่านมาอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก barkpost, littlethings และ iheartdogs
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.co.uk/pin/488499890822640414/


Friday, October 6, 2017

วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมว ร้อนเบอร์ไหนก็อยู่ได้สบายมาก


 วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข และ วิธีคลายร้อนสำหรับแมว ช่วยให้อยู่ได้สบาย ๆ แม้ในวันที่อากาศร้อนที่สุด ไปดูกันว่าจะสามารถลดอุณหภูมิอากาศที่ร้อนระอุในบ้าน ด้วยวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวได้อย่างไรบ้าง

          นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่คนยังทนไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาอะไรกับสุนัขและแมวที่มีขนเต็มตัว คงรู้สึกไม่สบายตัวแน่ ๆ จะเปิดแอร์เลี้ยงสุนัขและแมวทั้งวัน ก็คงจ่ายค่าไฟไม่ไหว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวมาฝาก วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งแอร์ แต่ก็ช่วยดับร้อนได้เยี่ยมเลยล่ะ

วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข 

1. หมั่นเติมน้ำดื่ม หรือก้อนน้ำแข็ง

          วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความร้อน คือหมั่นเติมน้ำดื่มให้สุนัขของคุณอยู่เรื่อย ๆ เพราะอากาศร้อนแบบนี้แน่นอนว่าน้องหมาจะต้องหิวน้ำเป็นพิเศษ ลองใช้น้ำเย็น หรือใส่ก้อนน้ำแข็งลงไปด้วย น้องหมาบางตัวก็ชอบเลียน้ำแข็งให้คลายร้อนด้วยนะ

 2. เปิดพัดลม

          เพิ่มความเย็นสบายให้สุนัขของคุณ ด้วยการเปิดพัดลม ยิ่งโดยเฉพาะสุนัขที่มีขนเยอะ มักจะร้อนมากเป็นพิเศษ ถ้าได้พัดลมเป่าให้ขนปลิวดูบ้าง น้องหมาคงจะอารมณ์ดีมากขึ้น

3. ผ้าเย็นแขวนพัดลม

          ถ้ากลัวว่าสุนัขของคุณจะเย็นไม่พอ ลองใช้ผ้าเย็นที่แช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ นำไปแขวนไว้กับพัดลมแล้วปล่อยพัดลมช่วยเป่าไอเย็นให้ไปสัมผัสสุนัขของคุณ เพิ่มความสดชื่นได้อีกนิด

4. เจลเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็ง

          ลองใช้คูลเจลสำหรับลดไข้ แช่ตู้เย็นให้เย็นจัด แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ เอามาวางให้น้องหมาของคุณกอดรัดฟัดเหวี่ยง หรือจะวางรอง ให้นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนความเย็นเลยก็ได้ ถ้าไม่มีเจลเย็นให้ลองใช้น้ำแข็งห่อผ้าขนหนูแทน

5. เบาะนอนเก็บความเย็น

          ลองหาซื้อเบาะเจลสำหรับรองนอน แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นเอามารองนอนให้กับน้องหมาของคุณ ถ้าหมดเย็นแล้วให้นำเอาไปแช่ตู้เย็นได้เรื่อย ๆ 

6. กะละมังอาบน้ำ

          วิธีการนี้อาจจะเปียกเลอะเทอะหน่อย แต่ก็ได้ผลดีอยู่เหมือนกันนะ แค่รองน้ำใส่กะละมังอาบน้ำ หรืออ่างอาบน้ำของน้องหมา พอถึงเวลาที่น้องหมาของคุณร้อนจนทนไม่ไหวละก็ มันจะลงไปแช่น้ำเองตามธรรมชาติ แต่พอมันขึ้นจากน้ำแล้ว คงต้องตามเช็ดบ้านกันสักนิด

7. เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น

          ถ้ามีเวลาว่าง หมั่นเช็ดตัวให้สุนัขของคุณด้วยผ้าเย็น หรือผ้าชุบน้ำแข็งก็ได้ ค่อย ๆ เช็ดตามซอกหลืบที่ทำให้น้องหมาของคุณกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะที่ท้อง จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้องหมาเย็นลง และสบายตัวขึ้น

วิธีคลายร้อนสำหรับแมว 

1. วางน้ำแข็งคลายร้อน

          ในวันที่คุณต้องออกไปนอกบ้านทั้งวัน ไม่มีเวลาดูแลเจ้าเหมียวในตอนบ่ายที่อากาศร้อนจัด ก่อนออกจากบ้านให้นำน้ำแข็งสัก 3-4 ก้อนใส่ชามใส่น้ำของเจ้าเหมียว ถึงแม้น้ำแข็งจะละลายแล้วแต่น้ำก็ยังเย็นอยู่ ไว้ให้น้องเหมียวดื่มคลายร้อนระหว่างวัน 

2. ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ตอนไม่อยู่บ้าน

          ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้ทั้งวัน เปิดแค่ตอนที่คุณไม่อยู่บ้าน โดยให้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ในตอนบ่ายประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวันไว้ช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน ถ้ากลัวน้องแมวจะร้อนอีก ก็เปิดพัดลมไปพร้อมกันเพื่อให้มีลมเย็นหมุนวนอยู่ตลอดก็ได้ค่ะ 

3. ตั้งพัดลมเล็กประจำที่

          ถ้าใครกลัวสู้ค่าไฟไม่ไหว ซื้อพัดลมตัวเล็ก ๆ ให้เจ้าเหมียว สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายแถมราคายังไม่กี่ร้อย แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลาที่คุณอยู่บ้านด้วยเท่านั้น เดี๋ยวเจ้าเหมียวเห็นพัดลมแล้วอาจจะนึกว่าเป็นของเล่น จะยิ่งเสี่ยงอันตรายเข้าไปใหญ่

4. เคลียร์พื้นบ้านให้เจ้าเหมียวนอนเล่น

          พื้นบ้านเป็นส่วนที่เย็นที่สุดในช่วงหน้าร้อน การได้นอนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นบ้านเย็น ๆ โล่ง ๆ ก็ช่วยคลายร้อนได้เหมือนกัน ฉะนั้นแล้วพื้นบ้านต้องโล่ง ไม่มีพรมหรือข้าวของวางระเกะระกะ

5. ขวดน้ำแช่แข็งคลายร้อน

          ให้นำขวดน้ำไปแช่ช่องฟรีซให้แข็ง จากนั้นน้ำผ้าขนหนูห่อขวดน้ำไว้ นำไปวางมุมโปรดของเจ้าเหมียว ให้เจ้าเหมียวได้นอนเกลือกกลิ้งข้าง ๆ ขวด เจ้าเหมียวจะได้รู้สึกเย็นชื่นใจแถมยังตัวไม่เปียกด้วย

6. หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ

          น้ำที่ให้เจ้าเหมียวดื่มนั้นควรจะสะอาดและเย็นอยู่เสมอ อากาศร้อนจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ระหว่างวันควรเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ โดยน้ำที่เปลี่ยนใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็น ใช้น้ำอุณหภูมิห้องแทนได้ค่ะ 

7. ปิดม่านกันแดด

          ถ้าคุณไม่อยู่บ้านก็ไม่ควรเปิดผ้าม่านไว้ เพราะในตอนบ่ายแดดอาจส่องเข้ามาในบ้านและไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิในบ้านสูงขึ้นไปอีก ถ้าไม่อยากให้บ้านมืดทึบก็หาผ้าม่านโปร่ง ๆ หรือฟิลม์กรองแสงมาติดแทนก็ได้ค่ะ 

8. ตัดขน

          ถ้าน้องแมวของคุณเป็นสายพันธุ์ที่มีขนยาวหนาฟูฟ่อง ให้ตัดขนแบบไลอ้อนคัท (Lion Cut) หรือการตัดขนส่วนลำตัวให้สั้นแล้วเหลือไว้แค่ส่วนหัว ถ้าแมวมีขนสีขาวเลี่ยงไปตัดส่วนท้องแทน เพราะผิวหนังอาจไหม้แดดได้

9. หลีกเลี่ยงเจลประคบเย็น

          ถึงแม้ว่าเจลประคบเย็นจะทำมาจากสารที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายของคน เพราะแพ็กเกจที่เป็นพลาสติกไม่สามารถทนเล็บคม ๆ ของเจ้าเหมียวได้แน่ ๆ หากเจ้าเหมียวเผลอข่วนแล้วเลียเจลที่ไหลออกมาละก็เป็นเรื่องแน่ ๆ 

10. ห้ามปล่อยแมวไว้ในรถเด็ดขาด

          รถในหน้าร้อนไม่ต่างกับเตาอบสำหรับเจ้าเหมียว ฉะนั้นไม่ควรปล่อยเจ้าเหมียวไว้ในรถเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม 

          อย่างไรก็อย่าลืมเอาวิธีคลายร้อนที่เรานำมาฝากนี้ไปใช้กับสุนัขและแมวที่บ้านนะคะ จะได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว ร่าเริง และขี้อ้อน ไม่งอแงหรือขี้หงุดหงิดจนทาสอย่างเราต้องปวดหัวไปตาม ๆ กัน 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Catster และ Bynature

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/115686284156183568/

Monday, October 2, 2017

เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า)



        ขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้าขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้า
Thaidogcenter

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/223843043950523129/

Tuesday, September 26, 2017

11 สิ่งที่เจ้าของทำแล้วสุนัขไม่ปลื้ม เพราะทำให้ตูบเครียดได้นะนายจ๋า


        อย่าเดาไปเองว่าเจ้าตูบจะชอบสิ่งที่เจ้าของทำให้ไปหมดทุกอย่าง เพราะมีบางเรื่องที่สุนัขไม่ชอบให้คุณทำเหมือนกัน โดยเฉพาะ 11 เรื่องเหล่านี้ที่ทำให้สุนัขเครียดได้นะ

          แน่นอนว่าเจ้าของสุนัขทุกคนต่างก็ชอบเล่นและสัมผัสสุนัขตัวเองกันอยู่แล้ว แต่การกระทำบางอย่างที่เราคิดว่าพวกมันจะชอบ เช่น การกอดหรือการลูบหัว จริง ๆ แล้วสุนัขกลับไม่ชอบเอาเสียเลย รวมไปถึงอีกหลาย ๆ เรื่องที่สุนัขไม่ชอบและอยากบอกให้รู้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอเป็นอาสานำสิ่งที่สุนัขไม่ชอบให้เจ้าของทำมาบอกให้ฟังค่ะ
1. บังคับให้เล่นกับสุนัขที่ไม่ชอบ

          สุนัขก็เหมือนกับคนนั่นแหละค่ะ มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ กับสุนัขที่พวกมันไม่ชอบนั้น เจ้าตูบจะเกิดอาการต่อต้านและไม่อยากเข้าใกล้ ทางที่ดีไม่ควรบังคับให้พวกมันเล่นด้วยกัน เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัยระยะยาว เห็นหน้ากันเมื่อไรเป็นต้องกัดหรือส่งเสียงขู่ตลอดเลย

2. เลี้ยงแบบตามใจ

          การเลี้ยงแบบตามใจ ไม่มีกฎ หรือข้อห้ามเป็นสิ่งที่เจ้าตูบไม่ชอบ เพราะพวกมันจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีขอบเขต ไม่รู้ว่าอะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง ฉะนั้นการเลี้ยงแบบให้ทำตามผู้นำหรือเจ้าของ เลยเป็นสิ่งที่สุนัขชอบมากกว่า อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ

3. การกอด

          จริงอยู่ที่สุนัขชอบให้เจ้าของสัมผัส แต่พวกมันกลับไม่ชอบให้เจ้าของกอด เพราะนั่นหมายถึงการแสดงอำนาจ ลุกล้ำความเป็นส่วนตัว เมื่อพวกมันถูกกอดก็จะรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม เลยพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดของคุณยังไงล่ะ

4. สื่อสารด้วยคำพูดทางเดียว

          ถึงแม้ว่าพวกมันจะฉลาด สามารถเข้าใจการสื่อสารของคนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุนัขจะเข้าใจไปซะทุกอย่าง อีกทั้ยังทำให้พวกมันรู้สึกสับสนด้วย ฉะนั้นการสื่อสารกับสุนัขควรใช้ทั้งคำพูดและภาษากายอธิบายไปพร้อมกันด้วย

5. ดึงสายจูงไว้ตลอดเวลา


          เมื่อสุนัขได้ออกไปข้างนอก พวกมันย่อมอยากจะดมกลิ่นสำรวจสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นถ้าพาสุนัขออกไปเดินเล่นแต่กลับรั้งสายจูงพวกมันไว้ ก็จะทำให้สุนัขจะมีอาการหงุดหงิดและต่อต้านทันที 

6. ดึงสายจูงตึงเกินไป
         
          การปรับสายจูงระหว่างเดินเล่น ควรปรับให้พอดี ไม่ดึงเกินไป เพราะแรงดึงจากสายจูงนั้นจะทำให้พวกมันรู้สึกเหมือนโดนกักอิสรภาพและสั่งให้พวกมันหยุดเดินตลอดเวลา

7. ลูบหัว

          การลูบหัวเจ้าตูบก็เป็นอีกอย่างที่คนชอบคิดว่าสุนัขชอบ แต่ที่จริงแล้วนั้นพวกมันไม่ปลื้มเอาซะเลย ยิ่งลูบหัวไปพร้อมกับการใช้มือลูบคลำหน้าไปด้วย ยิ่งทำให้สุนัขไม่ชอบนะรู้หรือเปล่า ?

8. ไม่เล่นด้วยเมื่อกลับมาถึงบ้าน

          ในระหว่างที่คุณออกไปข้างนอก รู้หรือไม่ว่าสุนัขจะตั้งหน้าตั้งตาคอยคุณทั้งวันเลย ฉะนั้นเมื่อกลับมาก็อย่าปล่อยให้พวกมันผิดหวัง เล่นกับพวกมันซะบ้าง เดี๋ยวพวกมันจะเบื่อเอา ถ้าพวกมันคาบรองเท้าหรือสิ่งของอื่น ๆ มาเคี้ยวเล่น แสดงว่าพวกมันเริ่มเบื่อและอยากเล่นกับเจ้าของแล้ว

9. โดนคนแปลกหน้าจ้องตา


          ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ของคุณหรือคนแปลกหน้าที่เดินสวนไป-มา ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาทักทายแต่ถ้าจ้องตาแบบไม่กระพริบ พวกมันจะตีความหมายว่าเป็นการคุกคามทันที ฉะนั้นพยายามอย่าสบตาสุนัขเลยนะ เดี๋ยวจะโดนกัดเอา

10. เครียดเมื่ออยู่กับพวกมัน

          สุนัขสามารถอ่านสีหน้าและความรู้สึกที่เจ้าของแสดงออกได้ ถ้าคุณเครียดตลอดเวลาที่อยู่กับพวกมัน แน่นอนว่าสุนัขย่อมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของคุณ ท้ายที่สุดก็จะเครียดตามไปด้วย

11. เล่นอะไรแผลง ๆ

          บางอย่างที่คุณคิดว่าทำแล้วสนุก ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งหรือพาไปเล่นอะไรแผลง ๆ เพราะนอกจากพวกมันจะไม่สนุกด้วยแล้ว ยังจะทำให้พวกมันโกรธอีกด้วย และถ้าทำบ่อย ๆ พวกมันอาจจะติดนิสัยขี้โมโหและอาจจะทำร้ายคุณเข้าให้ก็ได้

          สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่านอกจากเจ้าตูบจะไม่ชอบแล้วยังอาจจะทำให้พวกมันกลายเป็นสุนัขขี้โมโห อารมณ์เกรี้ยวกราด  และนำไปสู่ภาวะเครียดได้ ฉะนั้นการเลิกพฤติกรรมเหล่านี้แบบถาวรจึงดีที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother Nature network และ viralnova
https://pet.kapook.com/view147763.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/505388389425201867/