Tuesday, June 21, 2016

สุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย เจ้าตูบพันธุ์ดุ


        อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) หรือที่เรียกกันว่า พิทบูล แค่เอ่ยถึงชื่อสุนัขพันธุ์นี้ก็อาจทำเอาหลายคนออกอาการหวั่นๆ ซะแล้ว ก็สุนัขสายพันธุ์ พิทบูล น่ะดังก้องไปทั่วโลกในเรื่องความดุร้าย และมักจะถูกประโคมข่าวเมื่อ พิทบูล กัดคนบาดเจ็บและเสียชีวิต  โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเจ้าของ ทำให้ภาพของ อเมริกันพิทบูล ในเวลานี้อาจไม่สู้ดีนัก และเป็น สุนัข ควบคุมพิเศษในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยกรมปศุสัตว์สั่งห้ามนำเข้าสุนัขพันธุ์ พิทบูล โดยเด็ดขาด แต่ในประเทศไทยยังลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ รวมถึงมีการเลี้ยงอยู่เดิมแล้วจำนวนหนึ่ง

          แม้ว่า พิทบูล จะมีนิสัยพื้นฐานที่ดุร้าย แต่ สุนัข พิทบูล ก็ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องความจงรักภักดี มันสามารถตายแทนเจ้าของได้ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ผู้เสี้ยงมักนำมันสู่ สังเวียนการต่อสู้ พิทบูล จะสู้จนตัวตายตามใบสั่งของเจ้าของ ดังคำกล่าวที่ว่า "ทาสผู้ภักดี ปีศาจสังหาร"  

          พิทบูล ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์ของ สุนัข บูลด๊อก เดิมทีเป็น สุนัข อเมริกันพิทบูล ที่ใช้งานต้อนฝูงสัตว์ (Cattie dog) เป็นสุนัขเลี้ยงแกะ (Shepherds) แต่ต่อมาสุนัขเหล่านั้นถูกนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ จนได้ อเมริกันพิทบลู ที่มีฟันและกรามที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และมีความว่องไวสูง และ พิทบูล ก็ถูกนำมาใช้ในกีฬาสู้วัว (Bullbaiting) แต่ภายหลังกีฬาชนิดนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กลุ่มคนที่ชื่นชอบในกีฬาดังกล่าวจึงหันมาจับสุนัขสู้กับสุนัขแทน ทำให้ อเมริกันพิทบลู กลายเป็นสุนัขที่ขึ้นชื่อว่ามีพละกำลังมากที่สุด เท่าที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กันมา ในความแข็งแรง ดุร้าย เสน่ห์ของ พิทบูล อยู่ที่ความจงรักภักดี มีอารมณ์คงที่ต่อมนุษย์

          ที่มาของชื่อพันธุ์ พิทบูล จึงได้มาจากกีฬาสู้วัวนั่นเอง ส่วนคำว่า Pit มาจากคำที่แปลว่า หลุม คือ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ในสมัยโบราณ พิทบูล สองตัวจะถูกนำไปปล่อยในหลุมที่คนขุดขึ้น ตัวไหนรอดจากการกัดกันก็จะปีนขึ้นจากหลุม  พิทบูล ตัวนั้นจึงจะได้ดำรงพันธุ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ พิทบูล จึงมีความอดทนและมีความมุ่งมั่นสูงกว่า สุนัข ทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม พิทบลู มีทั้งสายพันธุ์ที่มีไว้กัด และสายพันธุ์โชว์

          ด้วยธรรมชาติกัดไม่ปล่อย สุนัข สายพันธุ์นี้ ถือเป็นนักล่าโดยกำเนิด พิทบูล ล่าได้ตั้งแต่ นก หนู ไปจนถึงหมูป่า มันมีความกล้าฝังลึก พิทบูล มีความอดทนต่อความเจ็บปวดทุกรูปแบบ แม้บาดแผลนั้นจะลึกและฉกรรจ์เพียงใด ไม่มีการโต้ตอบจากศัตรูใดที่จะทำให้มันร้องได้

          ส่วนใครที่ไม่ชอบเสียงเห่าหอน น่ารำคาญของ สุนัข แต่ให้จำไว้เถิดว่าหากคุณเลี้ยง อเมริกันพิทบูล จะไม่ผิดหวัง เพราะ พิทบูล จะไม่ใช่ สุนัข ประเภท เห่าใบตองแห้ง ดังนั้น การที่เจ้า พิทบูล เห่ายอมมีเหตุผลเสมอ ไม่แน่สิ่งที่มันเห็นอาจเป็นสัตว์ร้าย คนแปลกหน้า หรือผู้ไม่ประสงค์ดี อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรับรู้สัญญาณเตือนอันไม่น่าไว้วางใจได้จากเจ้า สุนัข พันธ์นี้อย่างแน่นอน

          ส่วนข้อกังขากรณี พิทบูล ทำร้ายเจ้าของ หากผู้เลี้ยงเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้ง นี้ หากคุณต้องเข้าบ้านในยามวิกาล จงระลึกไว้เสมอว่า สุนัข จะมองเห็นเป็นภาพขาวดำเท่านั้น จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อนเปิดประตูเข้าบ้าน เพราะบางทีเราอาจอยู่ในตำแหน่งใต้ลม เขาจึงอาจไม่ได้กลิ่นเจ้าของ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนร้าย จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อน เพราะ อเมริกันพิทบลู จะหวงเจ้าของ หวงบ้าน หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีกล้ำกรายเข้ามา ...รับประกันเสร็จแน่!!!


ลักษณะทั่วไปของ พิทบูล

         
อเมริกัน พิทบูล มีขนาดรูปร่างปานกลาง โดยทั่วไปควรจะมีความสูง ประมาณ 17-20 นิ้ว มีสัดส่วนที่พอดี ขนสั้นเรียบ เป็นมันเงางามและมีกล้ามเนื้อที่เด่นชัดมาก สุนัข พิทบูล เต็มไปด้วยพละกำลังเป็นอย่างมาก และมีรูปร่างที่ค่อนข้างยาวกว่าส่วนสูง หัวมีความยาวปานกลาง กว้าง ส่วนกะโหลกของ อเมริกันพิทบูล นั้นจะแบนเรียบและค่อนข้างจะกว้าง ประกอบด้วยขากรรไกรที่แข็งแรงและกว้างใหญ่ หูจะมีขนาดที่เล็กจนถึงปานกลาง หูตั้ง และบางทีก็อาจจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ(ไม่ได้ตัดหู) หรืออาจจะตัดหูหรือไม่ตัดหูก็ได้ หางสั้นชี้ลง โคนหางใหญ่ และเรียวเล็กลงไปถึงปลายหาง

          ส่วน เรื่องลวดลาย หรือสีขนนั้น สุนัข พิทบูล นี้มีทุกสี และมีทุกลาย ลักษณะร่างกายของ พิทบูล จะต้องปรากฏให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง กระฉับกระเฉง สง่างาม มีลักษณะเฉพาะของสุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูล คือ ความแข็งแกร่ง มีความเชื่อมั่นในตัวของมันเอง และมีชีวิตที่กระหายใคร่รู้ต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมัน พิทบูล ชอบให้คนดูแลเอาใจใส่ และมีความกระตือรือร้นมาก สุนัข อเมริกันพิทบูล เป็นเพื่อนกับทุกคนที่อยู่ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และมีความรักเด็ก เนื่องจาก พิทบูล ส่วนใหญ่มักจะแสดงความก้าวร้าวกับ สุนัข ทั่วไป 



อาหารและการเลี้ยงดู พิทบูล

          เคล็ด ลับการเลี้ยง สุนัข อเมริกันพิทบูล หากมันทำผิด ก็ควรรีบนำตัวเข้ากรงทันที เป็นการลงโทษ เพื่อให้มันได้คิดว่า สิ่งที่มันทำนั้น เป็นความผิด และในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ต้องฝึกให้ พิทบูล เข้าสังคม
พาจูง ไปเดินสวนสาธารณะ ให้รู้จักคนเยอะๆ และพยายามให้ สุนัข พิทบูล แยกออกด้วยตัวเองว่า ใครคือมิตร และใครคือศัตรู เวลาหลุดออกจากเชือกหรือกรง หากจะกัดจะได้กัดถูกคน ส่วนการให้อาหารต้องใส่จาน และต้องฝึกไม่ให้กินอาหารที่พื้น ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี โยนอาหารปนยาพิษให้กิน



โรคร้ายที่ควรระวัง

          โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่พบได้กับ สุนัข แทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ อเมริกันพิทบูล สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดย สุนัข จะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด

          แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัข ก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ใน สุนัข บางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

          การป้องกันขั้นแรก คือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด



  วิธีเอาตัวรอดเมื่อ พิทบูล กัด หรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูก พิทบูล ทำร้าย

           สิ่งแรก คือ ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยง สุนัขดุ หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

           หากถูก สุนัข กัดโดยเฉพาะพันธุ์ดุร้าย อย่าง อเมริกันพิทบูล หรือ ล็อตไวเลอร์ ให้ตั้งสติให้ดี รีบตะโกนเรียกให้คนช่วย

          หลังจากนั้นให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการกัด ให้ขากรรไกรง้างออกเพื่อให้หลุดจากการถูกกัด เพราะสุนัขพันธุ์เหล่านี้มีขากรรไกรสั้นกว่าปกติ มีเขี้ยว และฟันใหญ่กว่าปกติ เป็นปัจจัยเพิ่มแรงกัดให้มีความรุนแรงมากขึ้น

            หากไม่ได้ผล ให้ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุด เกร็งมือให้แข็งบีบลงไปที่บริเวณลำคอของ สุนัข ซึ่งเป็นส่วนคอหอย หลอดลม บีบให้แรงที่สุด และนานที่สุด ทำให้ สุนัข เกิดอาการสำลัก เพราะขาดอากาศหายใจ ทำให้มันต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออก เพื่อสูดอากาศหายใจ ในระหว่างนี้ให้รีบหนีให้ไกลที่สุด หรือหาอาวุธมาตี สุนัข ให้บาดเจ็บ

           ที่สำคัญ มีข้อห้ามที่ไม่ควรทำระหว่างที่ถูกกัดและมีอวัยวะในร่างกายคาอยู่กับปาก สุนัข คือ ห้ามตี หรือทุบที่ลำตัว สุนัข เด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มความโกรธ ความดุร้าย ทำให้ สุนัข เพิ่มแรงกัดมากขึ้น จะทำให้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้น

          หลังจากหลุดจากการถูก สุนัข กัดแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ 3 รอบ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ทันที เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะใน สุนัข และแมว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรค หากติดเชื้อทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงกรณี สุนัข กัดกันเองด้วย ให้ล้างทำความสะอาดแผล สุนัข เช่นเดียวกัน และรีบนำ สุนัข ไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มติชนรายวัน และ ipitbulldog.com

http://pet.kapook.com/view159.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/497084877592840541/


Tuesday, April 12, 2016

โรคลมชัก


การชักในแต่ละวงรอบจะประกอบด้วยอาการที่แสดงก่อนการชัก(Preictus)สัตว์ มักจะแสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น กระวนกระวาย ร้องโหยหวน เห่ามากกว่าปกติ ปัสสาวะเรี่ยราด น้ำลายไหล หลบในที่มืดซึ่งมักพบมากในแมวโดยจะใช้เวลาเป็นวินาทีหรือนาทีถึงชั่วโมงก่อน ที่เข้าสู่การชัก(Ictus)ไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวหรือกล้ามเนื้อได้ เหยียดเกร็ง ขากระตุก ถีบเท้าเหมือนถีบจักรยาน เคี้ยวปาก ซึ่งการชักจะกินเวลาเป็นวินาทีจนถึงเป็นนาทีซึ่งไม่ควรที่จะปล่อยให้ชักเป็น เวลานานเพราะจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายมากขึ้น ต่อมาเมื่อระยะเวลาของการชักสิ้นสุดลงก็เข้าสู่ระยะหลังชัก (Postictus) เป็นช่วงที่สมองล้าจากการชักสัตว์มักจะแสดงอาการเดินเซเดินวน ตาบอดชั่วขณะ นอนหลับเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน กินเก่ง เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจระบบประสาทจะเป็นช่วงเวลาในการพักก่อนที่จะเข้า สู่การชักในวงรอบต่อไป(Interictus)

สาเหตุของการชัก
แบ่งเป็น 3 สาเหตุหลักใหญ่ ได้แก่ การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic epilepsy/Primary seizure) การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง(Secondary seizure/Intracranial disorders) และการชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง(Reactive seizure/Extracranial disorders)

การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในสุนัขแต่พบได้น้อยในแมวมักจะสรุปว่าเกิดจากพันธุ กรรมหรือสายพันธุ์ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในพันธุ์แท้ เช่น เยอรมันเชฟเฟิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ บีเกิ้ล ดัชชุน พุดเดิ้ล ชิห์สุ เป็นต้น พบมากในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี พันธุ์ใหญ่มักจะมีอาการชักที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าพันธุ์เล็กโดยชักเกร็งทั้ง ตัว ไม่รู้สึกตัว ส่วนพันธุ์เล็กมักจะรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ มีอาการเบลอ สั่น เกร็ง การชักแบบนี้การตรวจระบบประสาทในช่วงการพักของการชักจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างที่ผิดรูป : โรคหัวบาตร (hydrocephalus), สมองไม่พัฒนามักพบในลูกสุนัข  ความบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน  เนื้องอกโดยเฉพาะในแมวมักพบเนื้องอกที่เยื่อหุ้มสมอง(menigioma)  การอักเสบและการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัส เช่น ไข้หัดสุนัข พิษสุนัขบ้า  ช่องอกและช่องท้องอักเสบในแมว เอดส์แมว, แบคทีเรีย(พบน้อย เจอในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ)สร้างเป็นฝีกดเบียดเนื้อสมอง, เชื้อราพบในกรณีที่มีเชื้อราในโพรงจมูก เช่น Cryptococcosisในแมว Aspergillosis, โปรโตซัว, ริกเก็ตเซีย เช่น พยาธิเม็ดเลือด เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบที่เกิดจากการภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น โรคgranulomatous menigioencephalitis, necrotizing menigioencephalitis ในพันธุ์ปั๊ก ยอร์กเชียร์เทอร์เรีย   และสารพิษ  การชักแบบนี้พบได้ทุกช่วงอายุและพบความผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงการพัก ของการชัก เช่น เดินวน หัวเอียง ทรงตัวไม่ได้ การชักบางส่วน เช่น เคี้ยวปาก ทำท่าไล่งับแมลง

การชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดจากความผิดปกติในระบบอื่น ๆที่ไม่ใช่ระบบประสาท เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่าระดับปกติ ได้แก่ ในลูกสุนัขเกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานานส่วนในสุนัขแก่มักจะพบเนื้องอกของ เซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน(Insulinoma)
โรคตับที่ทำให้ตับวายไม่สามารถทำหน้าที่เปลี่ยนของเสียแอมมโมเนียเป็นยู เรียได้(Hepatic encephalopathy) แอมโมเนียจะย้อนเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเข้าสู่สมองทำให้ชัก หรือการเจริญของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่ผ่านตับ(Congenital portosystemic shunts)ทำให้ของเสียในกระแสเลือดสูงมักพบในลูกสุนัข
โรคไตเรื้อรังมีความดันโลหิตสูงทำให้สมองขาดเลือด มีภาวะปัสสาวะในกระแสเลือด(Uremia) ทำให้เลือดมีความเป็นกรด  แร่ธาตุในร่างกายที่ผิดปกติ  เช่น แคลเซียมในเลือดต่ำ โปแตสเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น สารพิษได้แก่ สารตะกั่ว ออแกโนฟอสเฟต สารให้ความหวานไซลิทอล คาเฟอีน ชอคโกแลต เอธิลลีนไกลคอล เป็นต้น สมองขาดออกซิเจนมักมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ เช่น เป็นไข้ heat stroke  การชักแบบนี้จะมีอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดการชักในช่วงการพักของการชัก

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
1. อายุ เพศ พันธุ์ ตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขมักเกิดจากโครงสร้างที่ผิดปกติ การติดเชื้อ เช่น ไข้หัดสุนัข หรือน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ส่วนสุนัขแก่มักเป็นพวกเนื้องอก   สุนัขเพศเมียเป็นมะเร็งเต้านมและมีการแพร่กระจายไปที่สมอง
2. การซักประวัติ ทำให้ทราบรูปแบบการชัก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ชัก เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม สารพิษ ยา โรคประจำตัว โรคบางอย่างที่มีผลมาจากพันธุกรรม
3.การตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจการทำงานของระบบอื่นๆและการตรวจระบบประสาท
4.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจเม็ดเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อ การอักเสบ ค่าเอนไซม์ตับและไต น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ค่าอิเล็กโตรไลท์  การตรวจวิเคราะห์น้ำในสมองแลไขสันหลัง
5.การถ่ายภาพรังสีที่เห็นโครงสร้างของสมอง ได้แก่ CT scan และ MRI

การรักษา
สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของการชักว่าเกิดจาก ความผิดปกติที่ระบบประสาทหรือฟความผิดปกติในระบบอื่นๆของร่างกาย ยาที่สำคัญที่มักใช้ระงับอาการชักคือฟีโนบาร์บิทอล(Phenobarbital) ซึ่งอาจมีการใช้ร่วมกับโปแตสเซียมโบรไมด์ในกรณีที่การใช้คือฟีโนบาร์บิทอ ลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุมอาการชักได้ แต่จะต้องมีการตรวจเลือดหลังจากที่กินคือฟีโนบาร์บิทอลไป 2 อาทิตย์เพื่อดูว่าระดับยาในกระแสเลือดอยู่ในระดับที่สามารถคุมการชักได้หรือ ไม่ นอกจากนียังมีไดอะซีแพม (Diazepam) ซึ่งมักใช้ในกรณีฉุกเฉินมักให้เข้าเส้นเลือดจะให้ผลได้ดีกว่าการกิน แต่บางครั้งเจ้าของจะได้รับการจ่ายยาชนิดนี้กลับไปที่บ้านเพื่อไว้ใช้สวนก้น กรณีที่สุนัขและแมวมีอาการชักที่บ้าน

สิ่งที่อยากจะบอกกับเจ้าของในการดูแลปฏิบัติสุนัขและแมวที่เป็น โรคลมชัก คืออย่าปล่อยให้สุนัขและแมวชักเป็นเวลานานเนื่องจากว่าเซลล์สมองจะถูกทำลาย มากขึ้น จะทำให้ครั้งต่อไปสุนัขและแมวจะมีอาการชักบ่อยขึ้นหรือถ้าชักนานกว่า 20 นาทีก็มีโอกาสทำให้สมองตายได้ ควรรีบนำสัตว์มาโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการชักหรือถ้าสวนก้นด้วยไดอะซีแพม 2 ครั้ง แล้วยังไม่หยุดชัก  ให้เจ้าของคอยสังเกตอาการก่อนชัก ระหว่างชักและหลังชัก แล้วจดบันทึกความถี่ของการชักในแต่ละวันรวมถึงระยะเวลาห่างของการชักในแต่ละ วงรอบ ที่เรียกว่าปฏิทินการชักเพื่อที่จะได้รับมือสำหรับการชัก  และในระหว่างชักสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคืออย่าให้หัวสัตว์กระแทกกับพื้นให้หา เบาะหรือผ้านิ่มปูรองและพยายามเรียกเพื่อให้สุนัขและแมวรู้สึกตัว

เรียบเรียงโดย  สัตวแพทย์หญิงนันทพร บัวแย้ม
http://www.vs.mahidol.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=134:seizure&catid=35:article1&Itemid=73
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/46161964907047680/

Saturday, February 20, 2016

วิธีดูแลสุนัขในหน้าร้อน เซฟเจ้าตูบให้ไกลจากภัยอากาศร้อน


         อากาศร้อนไม่เพียงแต่จะสร้างความทรมานให้คนเท่านั้น สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน มาดูวิธีป้องกันและดูแลสุนัขหน้าร้อนกันค่ะ

          อากาศร้อนของเมืองไทยนี่มันช่างร้อนและทรมานจริง ๆ ขนาดตัวเราเองยังร้อนจนต้องอาบน้ำวันละหลายรอบ แล้วเจ้าตูบที่มีขนปกคลุมทั้งตัวจะทรมานขนาดไหน ? แล้วไม่ใช่แค่แสงแดดอันเจิดจ้าและอากาศอบอ้าวที่เจ้าตูบจะต้องเผชิญ แต่ยังมีโรคอันตรายมากมายที่มาพร้อมกับความร้อนที่สามารถทำให้เจ้าตูบช็อกจน เสียชีวิตได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีดูแลสุนัขในช่วงหน้าร้อน รวมถึงโรคสุนัขที่ต้องระวังในหน้าร้อนมาบอกให้รู้ จะได้นำไปใช้ดูแลเจ้าตูบได้ถูกวิธีเพื่อเตรียมรับมือกับหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้


โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน 

1. ฮีทสโตรก

          โรคฮีทสโตรก หรือ โรคลมแดด เป็นอาการที่อุณหภูมิร่างกายของสุนัขสูงผิดปกติ มักจะเกิดตอนที่สุนัขออกกำลังกาย วิ่งเล่นกลางแดด ช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หรือถูกปล่อยไว้ในรถนาน ๆ ฉะนั้นหากพาสุนัขออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เจ้าของควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2. ผิวหนังไหม้แดด

          ผิวของสุนัขก็สามารถโดดแดดเผาได้เหมือนกันกับคน โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนสีขาวและบาง ซึ่งโรคนี้มักจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังลอก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการทาครีมกันแดดสำหรับเด็กหรือสุนัขโดยเฉพาะ โดยทาบริเวณหาง หู จมูก และหลัง

3. เท้าไหม้

          ทางเดิน ถนน หาดทราย สามารถแผดเผาเท้าของเจ้าตูบให้ไหม้ได้ ถ้าจะพาพวกมันไปเดินเล่นควรพาไปตอนเช้าหรือตอนเย็นที่มีแดดอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงช่วงที่มีแดดจัด นอกจากนี้ก่อนที่จะพาออกไปข้างนอกควรจะวัดอุณหภูมิเสียก่อน โดยใช้มือวางลงบนพื้นถนนหรือทางเดิน 30 วินาที ถ้าแสบมือแสดงว่ายังพาออกไปไม่ได้ ควรรอให้อากาศเย็นกว่านี้อีกหน่อย

4. ภาวะร่างกายขาดน้ำ

          เมื่อมีอุณหภูมิร่างกายสูง สุนัขจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจ และนั่นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ ซึ่งสังเกตอาการได้จากจมูกและเหงือกจะแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีวิธีป้องกันก็คือนำน้ำใส่ถ้วยวางไว้บริเวณที่สุนัขสามารถดื่มได้สะดวก ส่วนการให้อาหารเหลวแทนอาหารเม็ดก็ช่วยได้เช่นกัน

5. แมลงและเห็บหมัด

          ช่วงหน้าร้อนจำนวนของเห็บ หมัด ยุงและแมลงต่าง ๆ จะพุ่งสูงเป็นพิเศษ สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดสเปรย์กันแมลง รวมถึงการรักษาความสะอาดและอาบน้ำให้สุนัขอย่างสม่ำเสมอ

6. โรคภูมิแพ้

          หมัด เชื้อรา เกสรดอกไม้ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ มักจะมากับอากาศร้อน โรคภูมิแพ้จะทำให้สุนัขเกิดอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง ทั้งยังมีอาการไอ จาม และรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงด้วยการไม่พาพวกมันเข้าใกล้พื้นที่ที่มีโอกาสได้รับ เชื้อเหล่านี้


วิธีป้องกันและดูแล 

        1. ห้ามปล่อยสุนัขไว้ในรถตามลำพัง ถึงแม้ว่าจะเปิดกระจกไว้ก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะฮีทสโตรกได้
       
        2. นำน้ำใส่ชามหรือถ้วยเอาไว้ให้เจ้าตูบ ตั้งไว้ในร่ม หมั่นคอยเติมน้ำบ่อย ๆ อย่าให้ขาด ที่สำคัญต้องเป็นน้ำดื่มที่สะอาดและเย็น

        3. สุนัขที่มีอายุเยอะจะอ่อนไหวและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ที่มากับอากาศร้อนเป็นพิเศษ จึงควรระมัดระวังและคอยสังเกตอาการของสุนัขอยู่เสมอ

        4. ทำสระน้ำให้แช่น้ำเล่น โดยนำน้ำใส่สระยางพลาสติก ระดับน้ำไม่ต้องสูงสัก 2–3 นิ้วก็พอ นำไปไว้ในที่ร่มพร้อมเติมน้ำแข็งก้อนทำให้น้ำเย็น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสุนัขให้ลดลง

        5. ถ้าเจ้าตูบไม่สามารถอยู่ในห้องแอร์ได้ให้เปิดพัดลมแทน

        6. พาไปออกกำลังกายในตอนเช้าและตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อนเท่านั้น

        7. ไม่ควรตัดขนสุนัขในหน้าร้อน เพราะขนของสุนัขจะช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ถ้าตัดหรือโกนจนสั้นผิวหนังของสุนัขจะโดนแดดเผาได้ง่ายขึ้น

          ถึงแม้เจ้าตูบจะมีกลไกรักษาอุณหภูมิร่างกาย แต่ในบางกรณีแล้วเจ้าตูบก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเมื่อเกิดโรคหรือภาวะที่เป็นอันตรายพวกมันก็ไม่สามารถบอกเราได้อีกเช่น กัน ฉะนั้นเราซึ่งเป็นเจ้าของจึงต้องคอยสังเกตอาการ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรทำการรักษาเบื้องต้นและพาไปหาสัตวแพทย์ทันที


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cesar’s way, Love that pet, Pet MD และ  Web MD

http://pet.kapook.com/view141814.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/220676450463123133/

Wednesday, February 10, 2016

10 เรื่องจริงของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน !


         โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ แม้จะเป็นสายพันธุ์ที่คนนิยมเลี้ยงกันมาก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักสุนัขสายพันธุ์นี้ทุกเรื่อง วันนี้เราเลยขอนำเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเจ้าตูบตัวใหญ่ใจดีมาบอก ให้รู้กัน

          โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) สุนัขขนสีน้ำตาลทองตัวใหญ่ เป็นสุนัขที่คนนิยมเลี้ยงเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องด้วยพวกมันมีนิสัยขี้เล่น เป็นมิตร และฉลาดเป็นเลิศ แต่แน่ใจแล้วหรือว่ารู้จักสุนัขสายพันธุ์นี้ทุกเรื่องแล้ว ถ้าอย่างนั้นตามไปทดสอบกันดีกว่าว่าคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับโกลเด้น รีทรีฟเวอร์มากน้อยแค่ไหนและเคยรู้เรื่องเหล่านี้บ้างหรือเปล่า


        1. หน่วยงาน AKC หรือ American Kennel Club ของสหรัฐอเมริกาจดทะเบียนให้สุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขสายพันธุ์แท้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925

         2. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ถือเป็นสุนัขที่ฉลาดเป็นลำดับที่ 4 ถัดจาก บอร์เดอร์ คอลลี่ พุดเดิ้ล และเยอรมันเชพเพิร์ด

        3. สายพันธุ์นี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ โกลเด้นล่าสัตว์ อเมริกันโกลเด้น และอิงลิชโกลเด้น ซึ่งจะมีทั้งขนาดและสีที่ต่างกันไป

        4. พวกมันมีขน 2 ชั้นซึ่งกันน้ำได้ดีและจะผลัดตามฤดูกาล โดยในช่วงที่ผลัดขนควรหมั่นแปรงขนให้พวกมันเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อจำกัดขนที่หลุดร่วงออกมา

        5. เจ้าตูบพวกนี้รักการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการโยนของแล้วให้พวกมันว่ายน้ำไปคาบกลับมา ถือเป็นเกมโปรดของพวกมันเลยล่ะ

        6. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและมักจะเป็นฝ่ายดูแลสัตว์ตัวอื่นอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่แมวที่ถือเป็นคู่กัดของสุนัขมาแต่ไหนแต่ไร

       7. เรื่องการช่วยเหลือคนก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ถือเป็นสุนัขบำบัดชั้นยอดเลยทีเดียว 
   
        8. เห็นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มีนิสัยร่าเริงและเล่นได้ไม่หยุดแบบนี้ แต่พวกมันก็เศร้าและเครียดเป็นเหมือนกันนะ เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรทิ้งให้สุนัขพันธุ์นี้อยู่ตามลำพังนานเกิน 5-6 ชั่วโมง

        9. ประสาทสัมผัสการรับกลิ่นและแกะรอยของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม เลยเป็นสุนัขที่มักจะถูกฝึกให้มาเป็นผู้ช่วยทีมกู้ภัยอยู่บ่อย ๆ 

        10. จะเห็นได้ว่าโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มักจะออกมาปรากฏตัวตามหนังและรายการต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็เพราะว่าเป็นสุนัขที่เรียนรู้เร็วและฝึกง่ายนั่นเอง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก vetstreet, genuinegoldens, housebeautiful และ Country Living


http://pet.kapook.com/view141070.html
เครดิตภาพ  https://www.lovethispic.com/tag/pets?page=2

Tuesday, January 26, 2016

นายจ๋าหมาหนาว ! 5 วิธีดูแลหมายามหน้าหนาวมาเยือน


            แม้หมาจะมีขนไว้ให้ความอบอุ่น แต่ลมหนาวขนาดนี้ก็อาจช่วยไม่ได้นัก มาดูพร้อม ๆ กันค่ะว่าเราจะให้ความอบอุ่นยามหมาหนาวได้อย่างไรบ้าง

             ในช่วงสิ้นปีที่มีอากาศเย็นจับใจแบบนี้สุนัขของเราคงจะรู้สึกหนาวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กหรือขนสั้น อย่างเช่น แจ็ค รัสเซลล์ ชิวาวา บีเกิล ดังนั้นเจ้าของส่วนมากมักจะหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้กับสุนัขของตัวเอง เพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บเหล่านั้น และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะตามมา ได้แก่ โรคปอดบวม โรคไข้หวัด หรือโรคผิวหนังอักเสบ ถ้าเช่นนั้น เรามาดูวิธีดูแลและรักษาสุขภาพของสุนัขให้แข็งแรงตลอดหน้าหนาวกันดีกว่า

1. เสื้อผ้าและวิธีสวมใส่ที่ถูกต้อง

             ทั้งนี้เสื้อผ้าที่คุณนำมาสวมใส่กันหนาวให้กับสุนัข ไม่ควรจะดูที่สีสันหรือความสวยงามภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะพิจารณาลักษณะและความหนาของเนื้อผ้าด้วย เสื้อผ้าของสุนัขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าหนาวแบบนี้ก็คือ เสื้อที่มีคอทรงสูง อย่างเช่น เสื้อคอเต่า หรือเสื้อที่สามารถคลุมตั้งแต่โคนหางจนถึงลำคอของสุนัข นอกจากนี้แล้วควรสวมถุงเท้าให้กับเจ้าสี่ขาของคุณด้วยนะคะ เพราะพื้นภายในบ้านของคุณก็คงจะเย็นไม่น้อยเหมือนกัน อีกทั้งถุงเท้ายังช่วยปกป้องเท้าของสุนัขจาก จากสิ่งสกปรก ของมีคม สารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงโรคเท้าอักเสบ

 2. พาสุนัขไปออกกำลังกาย

             นอกจากนี้ การสวมเสื้อผ้าให้กับสุนัขเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ดังนั้น ในเวลาที่มีอากาศหนาวแบบนี้ควรจะพาสุนัขของคุณไปออกกำลังกายด้วยน่าจะดีกว่า โดยการพาออกไปวิ่งเล่นบ้าง ในระหว่างนั้นหากิจกรรมเสริมให้กับสุนัขด้วยเพื่อความสนุกสนาน อย่างเช่น การโยนลูกบอลหรือจานร่อนแล้วให้สุนัขคาบกลับมาคืน เป็นต้น ทั้งนี้ควรให้สุนัขควรให้สุนัขทานน้ำสักเล็กน้อยก่อนออกกำลังกายด้วย และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและสุนัขควรจะใส่สายจูงเอาไว้จะดีกว่า

 3. ลดความถี่ในการอาบน้ำให้สุนัขลง

             ในกรณีที่คุณต้องการทำความสะอาดร่างกายให้กับสุนัข ควรใช้น้ำอุ่นและเช็ดให้แห้งทันทีหลังการอาบน้ำ ความถี่ของการอาบน้ำให้กับสุนัขไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะหากอาบน้ำให้กับสุนัขมากเกินไปจะลดปริมาณน้ำมันบนผิวหนัง ทำให้ผิวหนังและเส้นขนแห้ง และเกิดอาการคันสาเหตุหลักของโรคผิวหนังอักเสบ หากคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดสุนัขบ่อยครั้งควรเปลี่ยนเป็นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น บิดหมาด ๆ เช็ดตัวจะดีกว่า

 4. เน้นให้อาหารที่มีโปรตีนสูง

             เรื่องการให้อาหารของสุนัขสำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นแบบนี้ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นและช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับร่างกาย ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นประโยชน์ต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับสุนัขอีก ด้วย

 5. เช็คประวัติสุขภาพของสุนัข

             ที่สำคัญอย่าลืมตรวจเช็กประวัติการฉีดวัคซีน และพาสุนัขของคุณไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย เพื่อเช็กความแข็งแรงทั้งร่างกายภายนอกและระบบภายในร่างกายของสุนัข โดยเฉพาะไวรัสที่มาของโรคต่าง ๆ อย่างเช่น โรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคไข้หัดสุนัข เพราะไวรัสเหล่านี้อาจะเป็นอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งการฉีดวัคซีนยังช่วยลดอัตราการเป็นโรคแทรกแซงอื่น ๆ อีกด้วย


http://pet.kapook.com/view53002.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/97882991875164174/


Friday, November 13, 2015

สงสัยเหมือนกันไหม ? ทำไมหมาชอบเอียงคอตอนเรากำลังพูด



        ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าทำไมหมาชอบเอียงคอตอนที่เรากำลังพูดอะไรสักอย่าง แล้วการที่หมาเอียงคอมีความหมายอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า วันนี้ทุกคนได้รู้คำตอบไปพร้อมกันค่ะ

        เว็บไซต์ mentalfloss เผยว่าการเอียงคอเป็นสัญลักษณ์ของหมาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจ และพยายามจะมีส่วนร่วม อย่างที่เจ้าของหลาย ๆ คนพอจะรู้ว่าหมาสามารถรับความรู้สึกของเราได้ ซึ่งหากลองคิดดูดี ๆ คนก็จะมีอาการไม่ต่างกัน ในเวลาที่ใครสักคนเล่าเรื่องเศร้าหรือข่าวร้าย เพราะเราจะเอียงคอเพื่อแสดงความเห็นใจ

        นอกจากนี้งานวิจัยยังเผยอีกว่าการที่หมาชอบเอียงคอตอนเราพูดก็เพื่อทำให้ร ับรู้เสียงได้ดีขึ้น ถึงแม้หมาจะมีประสาทการรับเสียงที่ดีกว่าคนหลายเท่าตัวและสามารถหาต้นตอของเสียงได้ก็ตาม นอกจากนี้หมายังเอียงคอในเวลาที่ต้องการปรับสายตาให้มองภาพข้างหน้าได้ ชัดเจนขึ้นด้วย 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก mentalfloss, goodhousekeeping และ housebeautiful

http://pet.kapook.com/view134048.html
เครดิตภาพ  http://s453.photobucket.com/user/CoookieandJunior/media/CuteLabrador.jpg.html

Friday, September 11, 2015

เผยโฉม 10 อันดับสายพันธุ์สุนัขที่แพงที่สุดในโลก !


      10 อันดับสุนัขต่อไปนี้อาจทำให้หลายคนตะลึง เพราะไม่คิดว่าสุนัขตัวหนึ่งจะมีราคาสูงถึงเพียงนี้ ไปดูกันว่า 10 อันดับสุนัขแพงที่สุดในโลกมีสายพันธุ์ไหนเข้าชิงบ้าง

         สุนัข ที่ว่าแพงอาจดูธรรมดาไปเลยเมื่อเจอกับ 10 อันดับสุนัขที่แพงที่สุดในโลก เพราะบอกเลยว่าแต่ละตัวไม่ใช่แค่หลักหมื่นนะจ๊ะ แต่บางสายพันธุ์เนี่ยราคาสูงถึงเกือบครึ่งล้านเลย ถ้าอยากจะรู้ว่าสุนัขที่บ้านติดอันดับสุนัขที่แพงที่สุดในโลกกับเขาบ้างหรือ เปล่า ก็ตามไปลุ้นพร้อม ๆ กันเลยกับ 10 อันดับสุนัขแพงที่สุดในโลก

1. ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ (Tibetan Mastiff)

          สุนัขขนาดใหญ่ที่มีต้นกำเนิดมาจากทิเบต ประเทศจีน และถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเอาไว้ใช้เฝ้าฝูงแกะและจามรีบนภูเขา ซึ่งที่ทำให้หลายคนรักสุนัขพันธุ์นี้ก็คือ ความซื่อสัตย์ รักเจ้าของและคนในครอบครัว แต่จะดุร้ายเมื่อเจอคนแปลกหน้า ซึ่งแน่นอนว่าสุนัขที่มีดีขนาดนี้จึงทำให้มีค่าตัวสูงถึง 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57 ล้านบาท พร้อมทั้งได้อันดับ 1 ของสุนัขที่แพงที่สุดในโลกไปครอง

ภาพจาก adogbreeds 


2. อาคิตะ (Akita)

          เจ้าสุนัขสายพันธุ์ญี่ปุ่นพันธุ์นี้ถือเป็นสุนัขที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้า นายมากจนได้รับการขนานนามจากทั่วโลกว่า “The Loyal Friend from the land of the Rising Sun” หรือ เพื่อนผู้ซื่อสัตย์จากแดนอาทิตย์อุทัยในอดีตถูกเลี้ยงไว้อารักขาโชกุนและใช้งานเป็นสุนัขล่าสัตว์ ที่ครึ่งหนึ่งเคยเกือบสูญพันธุ์ไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก จนทำให้สุนัขล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ราคาของลูกสุนัขพันธุ์นี้เริ่มต้นที่ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160,000 บาท

ภาพจาก daxtonsfriends 


3. เลิฟเชิน (Löwchen)

          เลิฟเชินเป็นสุนัขที่มีนิสัยเป็นมิตร อารมณ์ดี จงรักภักดี สามารถฝึกได้ ลักษณะภายนอกมีขนยาวและนุ่ม มีรูปร่างกะทัดรัด ถือเป็นสุนัขสายพันธุ์หายากในอดีต โดยในปี พ.ศ. 2512 มีการบันทึกว่ามีเพียง 40 ตัวในโลกเท่านั้น ส่วนราคาอยู่ที่ระหว่าง 4,500–8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160,000–280,000 บาท

ภาพจาก hunde-salonen


4. ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

          ร็อตไวเลอร์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่มีมาตั้งแต่ยุคโรมัน โดยในอดีตถูกเลี้ยงไว้เพื่อปกป้องเหล่าทหารโรมันที่ต้องเดินทางข้ามเทือกเขา แอลป์และต้อนฝูงสัตว์ จึงทำให้ร่างกายมีโครงสร้างที่แข็งแรง ฉลาด ฝึกง่าย ชอบออกกำลัง อาจจะกลายเป็นสุนัขก้าวร้าวหากโดนแกล้งหรือถูกแหย่ให้โมโห แต่ถ้าเลี้ยงด้วยความรักและความอ่อนโยนก็จะมีนิสัยอ่อนโยนและใจเย็น ราคาต่อตัวอยู่ที่ 2,400-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 86,000-289,000 บาท

ภาพจาก keystonepuppies 


5. ซามอยด์ (Samoyed)

          ซามอยด์เป็นสุนัขที่มีสายพันธุ์เก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาจากหมาป่า ซึ่งในอดีตชาวซามอยพัฒนาสุนัขสายพันธุ์เพื่อเลี้ยงไว้ต้อนกวางเรนเดียร์และ ลากเลื่อน มีจุดเด่นที่ขนสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั้งตัว แถมยังนิสัยดีและเข้ากับเด็ก ๆ ได้ง่าย แต่หากใครจะซื้อหามาเลี้ยงบอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะมีราคาสูงถึง 4,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 144,000–362,000 บาทเลยทีเดียว

ภาพจาก petpaw 


6. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)

          ในอดีตสุนัขพันธุ์คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล ไม่ได้หาซื้อมาเลี้ยงกันง่าย ๆ นะ เพราะในศตวรรษที่ 16 สุนัขสายพันธุ์นี้เป็นสัตว์เลี้ยงของชนชั้นสูงเท่านั้น และหากรู้สึกว่าชื่อคุ้นหูก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะตั้งชื่อตามกษัตริย์ คิง ชาร์ลที่ 2 ของสหราชอาณาจักรนั่นเอง แต่แล้วก็กลายเป็นสุนัขที่ใครต่อใครนิยมเลี้ยงเพราะว่านิสัยเป็นมิตร อ่อนโยน ร่าเริง และฝึกง่ายนั่นเอง สำหรับราคาต่อตัวอยู่ที่ 960-14,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,000–502,000 บาท

ภาพจาก cavalierhealth 


7. แคนาเดียน เอสกิโมด็อก (Canadian Eskimo Dog)

          สุนัขพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนานกว่า 4,000 ปี โดยในอดีตถูกเลี้ยงไว้โดยชาวเอสกิโมเพื่อใช้ลากเลื่อนและล่าสัตว์ จนทำให้สายพันธุ์ค่อย ๆ พัฒนามาจนกระทั่งเป็นสุนัขที่มีร่างกายแข็งแรงและมีความเป็นมิตรต่อคน แต่เข้ากันไม่ค่อยได้กับสุนัขต่างสายพันธุ์และสัตว์ชนิดอื่น ๆ สนนราคาอยู่ที่ 7,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 260,000 บาท

ภาพจาก breedia 


8. อิงลิช บูลด็อก (English Bulldog)

          สุนัขสายพันธุ์นี้ในอดีตเคยมีนิสัยดุดัน ก้าวร้าว เพราะถูกเลี้ยงไว้ให้เป็นสุนัขต่อสู้ในอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ. 1752 แต่ต่อมาก็ถูกฝึกนิสัยให้มีความอ่อนโยนมากขึ้น เลยกลายเป็นสุนัขที่มีทั้งความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ใจเย็น สุขุม สุภาพอ่อนโยน ฉลาด และเป็นมิตรกับทุกคน โดยราคาอยู่ที่ 2,400-3,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 86,000–115,000 บาท

ภาพจาก bradsbullies 


9. อาซาวัก (Azawakh)

          อาซาวักเป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบแอฟริกาตะวันตก จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่สามารถวิ่งได้เร็วมากและคล่องแคล่วปราดเปรียว ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างของขาที่เรียวยาว สำหรับนิสัยส่วนตัวถือเป็นสุนัขที่มีนิสัยขี้อาย หวงอาณาเขต แต่ก็เป็นมิตรและรักเจ้าของมาก ราคาอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 108,000 บาท

ภาพจาก brit-petfood 


10. อียิปต์เชียน ฟาโรห์ ฮาวด์ (Egyptian Pharaoh Hound)

          มีต้นกำเนิดมาจากอิยิปต์สมัยโบราณเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว ในอดีตใช้เป็นสุนัขล่าเนื้อ มีลักษณะผอมบาง หูตั้งยาวเหมือนค้างคาว นิสัยร่าเริง เป็นมิตร และตื่นตัวอยู่ตลอด ราคาเริ่มจาก 6,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 235,000 บาท



          เห็นราคาของสุนัขแต่ละตัวไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะบางตัวมีราคาค่างวดถึงหลักแสน ในขณะที่บางตัวเกือบครึ่งล้าน เอาเป็นว่าถ้าไม่รวยจริงเลี้ยงไม่ได้นะเนี่ย 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Pop Sugar, Dogtime และ Hillspet

http://pet.kapook.com/view128929.html