Saturday, November 11, 2017

50 ความลับเล็ก ๆ ที่เหล่าสัตว์เลี้ยงอยากบอกให้คุณรู้


          คนรักสัตว์ส่วนใหญ่อาจจะเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไปของสัตว์แต่ละตัว ทั้งรูปร่าง ขนาด ส่วนสูง หรืออุปนิสัย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลภาพรวมไม่ได้เจาะจงให้ลึกลงไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีสิ่งที่พวกคุณควรรู้มากกว่านั้น โดยเฉพาะ 50 ความลับต่อไปนี้ของเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ที่อาจจะอยากบอกออกมาให้คุณได้รับรู้ ลองไปดูกันนะคะ

1. สุนัขกระดิกหาง ไม่ใช่การเชื้อเชิญให้เล่นด้วย

          การที่สุนัขกระดิกหางไม่ได้หมายความว่า พวกมันอยากจะเล่นกับคุณเสมอไป เพราะนักวิจับชาวอิตาลีพบว่า การกระดิกหางของสุนัขมีนัยยะสำคัญมากกว่านั้น โดยสุนัขจะกระดิกหางไปทางขวาเล็กน้อยเมื่อเจอบางอย่างที่พวกมันชอบ และจะกระดิกหางไปทางซ้ายเล็กน้อย เมื่อพวกมักเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันต้องการหลีกหนีต่างหาก

2. แปรงแต่งขนมือสอง น้องหมาก็ใช้ได้

          หากคุณต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการซื้อแปรงเก่ามาใช้ตกแต่งขนสุนัข คุณก็สามารถทำได้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้เป็นแปรงที่เหมาสมกับขนสุนัขของคุณด้วยจากการดูลักษณะของแปรง โดยแปรงแบบยางจะช่วยให้ช่วยในเรื่องของการไหลเวียนเลือดและการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง ในขณะที่แปรงขนสัตว์สามารถช่วยกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วได้ดีกว่า

3. อย่าใช้แสงเล่นกับแมวให้สับสน

          เพราะแสงต่าง ๆ ทำให้แมวสับสน แทนที่จะรู้สึกสนุกสนานอย่างที่คุณคิด เนื่องจากพวกมันไม่สามารถจับต้องแสงเหล่านั้นได้ และถ้าหากคุณอยากเล่นกับแมวจริง ๆ แนะนำว่า ควรใช้ของเล่นที่แมวสามารถจับต้องได้ดีกว่า

4. อย่าให้อาหารเป็นรางวัลทุกครั้ง

          ปกติเจ้าของมักจะให้ขนมเป็นของขวัญสัตว์เลี้ยงหลังการฝึกอะไรสักอย่าง ซึ่งบางครั้งปริมาณอาหารก็มากเกินกว่าที่ร่างกายของสุนัขหรือแมวต้องการ ฉะนั้นหากคุณต้องการให้รางวัลสักชิ้นกับสัตว์เลี้ยงที่สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ ก็ควรสับเปลี่ยนเป็นของเล่น หรือรางวัลชนิดอื่นบ้าง

5. ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เป่าขนสุนัข

          หากคุณอยากให้ขนสุนัขดูฟูฟ่องแทนที่จะใช้ไดร์เป่าผมแบบที่เคยทำมา ให้เปลี่ยนเป็นการใช้ผ้าเช็ดบริเวณโคนขน และหมั่นแปรงขนให้พวกมันแทนดีกว่า เพราะวิธีนี้จะช่วยดูดซับน้ำมันพร้อมกับทำให้ขนดูฟูฟ่องตามที่ต้องการ อีกทั้งยังไม่พันกันเป็นก้อนด้วย การใช้ไดร์เป่าผมบางครั้งก็ร้อนมากเกินไปจนสัตว์เลี้ยงไม่ปลื้ม

6. อย่าเร่งเร้าสุนัขในขณะที่พวกมันกำลังจะขับถ่าย

          เพราะสุนัขทุกตัวมีสัญชาตญาณที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเร่งเร้าสุนัขให้รีบ ๆ ทำธุระ ในขณะที่พวกมันกำลังเดินวนไปมา เพื่อหาสถานที่สำหรับขับถ่าย แต่ควรรออย่างใจเย็นจะดีกว่า

7. สุนัขนอนเยอะไม่ใช่เรื่องดี

          คุณอาจคิดว่าที่สุนัขนอนเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้พักผ่อน แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป และกระทบกับบุคลิกของสุนัขด้วย ทั้งนี้แก้ไขได้โดยการพาสุนัขออกไปเดินเล่นทุก ๆ วัน หรือแค่คุณยอมเล่นกับพวกมันบ้างอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันก็พอแล้ว

8. สุนัขที่แก่ตัวลงก็กินยากขึ้น

          สุนัขที่ค่อย ๆ แก่ตัวลง อาจจะกินได้ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยิ่งถ้าสุนัขของคุณเป็นโรคข้อต่ออักเสบ พวกมันจะมีความสุขมากกว่าหากคุณมีสิ่งของหรืออาหารที่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซึ่งอาหารเสริมที่ดีต่อโรคนี้ก็คือ อาหารที่ประกอบด้วย กลูโคซามีน คอนโดรอิทิน และซัลเฟต และให้กินสลับกับอาหารทั่วไปที่เหมาะสมกับวัยของสุนัข

9. การทำหมันไม่ได้ช่วยให้สัตว์เลี้ยงเลิกฉี่สร้างอาณาเขต

          เจ้าของหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การทำหมันจะช่วยหยุดนิสัยไม่ให้แมวหรือสุนัขฉี่สะเปะสะปะได้ ซึ่งความจริงแล้วบางตัวก็ยังมีนิสัยเดิมอยู่ โดยเฉพาะถ้าหากมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน

10. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เป็นสัญญาณว่าอาจป่วย

          หากสุนัขของคุณกินอาหารโดยใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะหมดถ้วย ทั้งที่ปกติสามารถกินหมดภายในเวลาไม่กี่นาที หรือแสดงอาการเหนื่อยเร็ว มีปริมาณฉี่มากผิดปกติ และดื่มน้ำมากกว่าทุก ๆ วัน ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะสุนัขอาจกำลังป่วยอยู่ก็ได้

11. เลี้ยงไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก

          ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะเป็นแมวหรือสุนัข จะส่งผลดีกับพวกมันมากกว่าหากคุณจะเลี้ยงพวกมันเอาไว้ภายในบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะพวกมันก็ไม่อยากถูกรถชน โดนขโมย หรือหายตัวไปจากครอบครัวอันเป็นที่รักของพวกมันรักนักหรอก

12. ควรแนะนำคนแปลกหน้าตั้งแต่สัตว์เลี้ยงยังเด็ก

          ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าว่า ควรให้สุนัขทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่จำนวน 100 คน ที่มีขนาดลำตัว เพศ และเชื้อชาติที่แตกต่างกันในช่วง 100 วันแรกนับตั้งแต่ที่สุนัขลืมตาดูโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นควรมีคนที่สวมหมวก ใส่แว่น หรือมีเครื่องประดับที่คิดว่าสามารถทำให้พวกมันรู้สึกกลัวได้รวมอยู่ด้วย เพื่อให้สุนัขสามารถแยกแยะได้นั่นเอง

13. สุนัขเอาก้นถูพรมไม่ใช่เรื่องน่ารัก

          หลาคนอาจจะคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องน่ารัก แต่ความจริงแล้วหากคุณเห็นสุนัขเอาก้นถูกับพรม นั่นหมายความว่า พวกมันกำลังคันและมีอะไรผิดปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าของก็ควรพาสุนัขไปพบกับสัตวแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคต่อมข้างก้นอักเสบ พยาธิ หรือโรคผิวหนังก็ได้

14. หาวิธีรับมือกับสัตว์เลี้ยงก่อนพาเพื่อนใหม่เข้าบ้าน

          หากคุณต้องการจะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน ควรถามเทรนเนอร์หรือหาวิธีทดสอบอารมณ์สัตว์เลี้ยงเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับเสียก่อน เพื่อหาวิธีรับมือหากมีปัญหาเขม่นกันขึ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวเก่าตรอมใจจนหมดเรี่ยวแรง

15. อยากให้สุนัขสนใจ ไม่ต้องใช้ของสำหรับสุนัขก็ได้

          หากคุณต้องการให้สุนัขหันมาสนใจคุณ เมื่อคุณต้องการจะฝึกพวกมันล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือขนมเฉพาะสุนัขมาหลอกล่อหรอก ขอแค่เป็นของที่มีประกายแวววาว หรืออาหารหอม ๆ อย่างเช่น ไก่ทอด ก็ได้ผลแล้ว

16. หากเห็นสุนัขหรือแมวกินหญ้าไม่ต้องตกใจ

          ที่บอกว่าไม่ต้องตกใจหรือจำเป็นต้องเข้าไปห้ามเมื่อเห็นสุนัขกินหญ้า ก็เพราะในขณะนั้นสุนัขอาจจะพยายามรักษาตัวเอง ต้องการสารอาหารมากขึ้น หรือแค่เคี้ยวเล่น ๆ ไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง หากจะห้ามก็ควรห้ามสุนัขที่กำลังจะกินหญ้าเคลือบยาฆ่าแมลงดีกว่า

17. เสื้อผ้าที่กองบนพื้น อาจถูกแทะแบบไม่รู้ตัว

          อย่าคิดว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่สนใจกองเสื้อผ้าของคุณ โดยเฉพาะชุดชั้นใน เพราะพวกมันอาจจะนำมาแทะหรือกัดกินจนเสียหายได้ ซึ่งสิ่งนี้สามารถยืนยันได้จากรายงานของสัตวแพทย์ ที่มีรายงานการผ่าตัดเสื้อผ้าออกจากท้องของสุนัขกว่าร้อยชิ้นในแต่ละปี

18. พาสุนัขไปเลือกที่นอนด้วยตัวเองยิ่งดี

          ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสุนัขก็มีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณคิดจะเลือกที่นอนให้กับสุนัข ทางที่ดีควรพาสุนัขไปเลือกด้วยตัวเองดีกว่า หรือเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับลักษณะการนอนของพวกมัน ถ้าหากพวกมันชอบนอนโดยยื่นขาออกมาข้างหน้าควรเลือกที่นอนแบบราบและเปิดด้านข้าง แต่ถ้าหากสุนัขชอบนอนขดตัวก็ให้เลือกแบบที่มีขอบเตียง เป็นต้น

19. สุนัขกับเด็ก เปล่าเข้ากันไม่ได้อย่างที่คิด

          สุนัขอาจจะไม่ได้เข้ากับเด็กได้ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะถ้าหากคุณเห็นว่า สุนัขกำลังเลีย ลดหูไปด้านหลัง หันหัวไปทางอื่น หรือหาวบ่อย ๆ ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่กับสุนัขแล้วล่ะก็ อยากให้รู้เอาไว้ว่าตอนนี้สุนัขกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก และคงจะดีกว่าหากคุณจะช่วยห้ามเด็ก ๆ ไม่ให้ดึงหาง ก่อนที่สุนัขจะสูญเสียหางของมันไป

20.  อย่าตัดขนสุนัขเพราะคิดว่าพวกมันจะร้อน

          ไม่ว่าเครื่องตรวจจับอุณหภูมิจะแสดงระดับความร้อนกี่องศา และขนของสุนัขจะยาวแค่ไหน สุนัขก็ไม่ได้ต้องการหรือขอร้องให้คุณช่วยตัดขนพวกมันอยู่ดี เนื่องจากพวกมันมีกลไกที่ช่วยป้องกันความร้อนในตัวอยู่แล้ว หากคิดจะช่วยก็แค่พาพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ส่วนคุณก็แค่หมั่นแปรงขน และปรับระบบระบายอากาศให้ดีขึ้นก็พอ

21. อย่าปล่อยสุนัขไว้ในสวนแล้วคิดว่าพวกมันสนุก

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขจะรู้สึกสนุกสนานมากกว่าหากพาพวกมันไปปล่อยทิ้งไว้ที่หลังบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะสุนัขจะเดินไปหลบอยู่ที่มุมแล้วนอนรอให้คุณเดินกลับมาหาพวกมัน และจะยินดีมากกว่าหากคุณยอมวิ่งเล่นไปกับพวกมันด้วยมากกว่า

22. สุนัขส่วนใหญ่ชอบเล่นจับจานบิน แต่ควรเลือกคุณภาพด้วย

          เพราะจานบินบางยี่ห้อเป็นพลาสติกแข็ง ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายกับฟันและเหงือกของสุนัข ดังนั้นหากคุณต้องการจะเล่นกับพวกมันควรหาจานบินที่ทำจากพลาสติกนิ่ม ๆ หรือสามารถยืดหยุ่นได้ดีกว่า

23. สุนัขไม่ชินกับคนแปลกหน้า และอย่าเอามือไปจับ

          นอกจากนี้สุนัขยังอยากให้เจ้าของรู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่รู้สึกยินดีเลยสักครั้งหากมีคนแปลกหน้ามาแตะต้องตัวพวกมัน และก็ไม่ต้องแปลกใจหากพวกมันจะกัด เพราะคนแปลกหน้าก็เหมือนชิ้นเนื้อดี ๆ นี่เอง ซึ่งคงจะดีกว่าหากให้คนแปลกหน้ายื่นมือมาให้พวกมันดมกลิ่นก่อน ก่อนที่จะจับหรือลูบขน

24. การถอดเล็บแมว เจ็บปวดและไม่ใช่เรื่องดี

          เจ้าของหลายคนตัดสินใจถอดเล็บแมวออก เพราะไม่อยากให้ข้าวของเสียหาย ซึ่งการถอดเล็บแมวก็ไม่ต่างอะไรจากการตัดนิ้วมือ ที่นอกจากจะเจ็บปวดมากแล้วยังทำให้พวกมันไม่เหลือความเป็นแมวอีกเลยด้วย

25. แมวฉี่นอกกระบะทรายเพราะความเครียด

          หากคุณเห็นแมวฉี่นอกกระบะทราย ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า พวกมันไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ เพราะพวกมันจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่่อตกอยู่ในภาวะเครียด หรือกังวล อย่างเช่น มีคนแปลกหน้า สัตว์เลี้ยงตัวอื่น หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เข้ามาอยู่ในบ้าน

26. บ้านหมา บ้านแมว ดีไซน์แปลก อาจไม่ได้อยู่สบาย

          หยุดคิดสักนิดก่อนซื้อบ้านแมว หรือบ้านหมา หน้าตาแปลก ๆ ถึงแม้ว่ามันจะดูสวยงามดีอยู่ แต่สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้อยากอยู่ในบ้านหน้าตาประหลาด แต่นอนไม่สบายหรอกนะ ลองเลือกบ้านหน้าตาพื้น ๆ แต่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้วมีความสุขดีกว่าเยอะ

27. แมวทุกตัวสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งของคุณได้

          หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า การฝึกแมวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการเรียนรู้ทริคการสอนจากในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งการสั่งให้นั่ง ยืน กระโดดข้ามห่วง เดินมาหา หรือแม้แต่แตะมือกับคุณ เป็นต้น

28. แมวเกร็งตัวเมื่อเอามือลูบหลัง ให้ระวังเอาไว้

          หากแมวตัวแข็งทื่อทุกครั้งที่คุณวางมือลงบนหลังของพวกมันให้ระวังให้ดี เพราะจากการศึกษาในปี 2013 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Physiology and Behavior ระบุว่า แมวที่ยืนตัวแข็งทื่อหลังจากที่มีคนลูบหลังมักจะเป็นแมวที่มีความเครียดสูงกว่าแมวที่เดินหนีการสัมผัส

29. แมวมองโลกแบบแนวตั้ง ไม่ใช่แนวนอน

          ฉะนั้นอย่าเพิ่งโกรธแมวของตัวเอง หากพวกมันบังเอิญทำของตกหรือหล่นจากที่สูง และคงจะดีกว่าหากมีทางพิเศษสำหรับแมวไว้รอบ ๆ ห้อง โดยการทำชั้นวางเป็นทางเดินให้กับแมว เพื่อให้แมวสามารถเดินลงมาที่พื้นหลังจากกระโดดขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ ได้

30. เสียงครางของแมวไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป

          แม้คุณจะได้ยินเสียงครางของแมว ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเสมอไปหรอกนะ เพราะการครางของแมวยังสามารถบ่งบอกถึง อาการเจ็บป่วย หรือกำลังกลัวสุดขีดด้วย ตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ

31. คิดให้รอบคอบก่อนหาสัตว์เลี้ยงใหม่เข้าบ้าน
 
          หากคุณคิดจะคิดนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน ควรจะปรึกษากับสัตวแพทย์ก่อน เกี่ยวกับการแนะนำให้พวกมันทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพราะการจับพวกมันไปไว้ในห้องเดียวกันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย อีกทั้งอาจจะทำให้พวกมันทะเลาะกันด้วย ส่วนคนที่มีสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหาเพื่อนใหม่ให้พวกมันหรอกนะ เพราะพวกมันเคยชินกับการอยู่ตัวเดียวแล้ว และอยู่ได้สบายมาก

32. แมวเอาก้นมาใกล้หน้า อย่าเพิ่งโกรธ

          การที่แมวทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะกวนหรือแกล้งคุณ แต่เป็นเพราะพวกมันอยากให้คุณช่วยทำความสะอาดก้นให้เหมือนกับตอนที่อยู่กับแม่แท้ ๆ ของพวกมันนั่นเอง

33. ซื้อของเล่นให้แมวไม่ต้องแพงนักก็ได้

          แมวทุกตัวต่างก็ชอบมีของเล่นด้วยกันทั้งนั้น แต่แมวไม่ได้เลือกของแพงมียี่ห้อสักหน่อย เพราะของธรรมดา ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นของเล่นให้แมวเล่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น กล่องกระดาษ ถุงพลาสติก ขยำฟอยล์ห่ออาหารให้เป็นลูกบอลกลม ๆ หรืออะไรก็ตามที่ดูแวววาวมีประกายและสะท้อนแสงได้ แค่นี้ก็ทำให้แมวมีความสุขแล้วล่ะ

34. สอนสัตว์เลี้ยงได้ทันที ไม่ต้องรอครบ 6 เดือน

          หากคุณคิดจะสอนหรือสั่งห้ามไม่ให้สัตว์เลี้ยงทำอะไร ก็สามารถฝึกได้เลยทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด 6 เดือนตามตำรา แต่ต้องแน่ใจว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงของคุณรับรู้ได้ครบถ้วนแล้วนะคะ

35. อย่าไล่ตะเพิดสุนัข เมื่อพวกมันมาต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน

          สุนัขจะรู้สึกสับสนทันทีหากคุณไล่ตะเพิดพวกมัน หลังจากที่พวกมันกระโดดใส่เพื่อต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน ในเมื่อทุกคนต่างก็อยากได้สัตว์เลี้ยงที่ดี ฉะนั้นไม่ควรทำให้พวกมันรู้สึกสับสน โดยการไล่ตะเพิดพวกมันออกไป แค่เพราะพวกมันพยายามจะกระโดดใส่คุณอย่างดีใจเท่านั้น

36. เตรียมที่ฝนเล็บให้สัตว์เลี้ยงดีกว่าเสี่ยงเฟอร์นิเจอร์พัง

          คุณควรจะหาผ้าเก่า ๆ หรือสิ่งของอื่น ๆ อย่างเช่น อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติก และเทปกาว มาห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเอาไว้ เพราะอย่างน้อยสิ่งของเหล่านี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนได้ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็เอาที่อุปกรณ์สำหรับฝนเล็บโดยเฉพาะ มาสอนให้สัตว์เลี้ยงฝึกข่วนอย่างเป็นที่

37. อย่ายอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาตั้งแต่ยังเด็ก

          ถ้าคุณยอมให้สัตว์เลี้ยงนอนบนโซฟาของคุณ ในขณะที่พวกมันยังตัวเล็ก ๆ และน่ารักอยู่ล่ะก็ พวกมันก็จะเคยชินกับการนอนบนโซฟา และคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกมันสามารถทำได้ ไม่ว่าพวกมันจะโตขึ้นกี่ปีแล้วก็ตาม คราวนี้จะไล่ก็ยากแล้วนะ

38. สุนัขอายุมากก็ยังเรียนรู้ได้

          เจ้าของหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า สุนัขมีอายุจะฝึกยาก ทั้งที่จริงแล้วเจ้าของสามารถฝึกฝนสุนัขให้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิตของพวกมันเลย ไม่ว่าพวกมันจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม

39. ให้สุนัขดมฉี่ตัวเอง เพื่อฉี่จุดเดิมไม่ได้ผลเสมอไป

          หากคุณเคยทำแบบนี้เพราะต้องการให้พวกมันฉี่จุด ๆ เดียวแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่รู้หรอกว่า คุณทำแบบนั้นไปทำไม และแทนที่จะทำแบบนั้น คุณควรพาพวกมันออกไปนอกบ้าน เมื่อเห็นพวกมันมีทีท่าว่าจะฉี่ดีกว่า

40. หาของมาล่อสุนัขเมื่ออยากใส่สายจูงพาไปเดินเล่น

          หากคุณต้องการใส่สายจูงให้กับสุนัข คุณก็ควรจะหาสิ่งของมาดึงดูความสนใจพวกมันด้วย เมื่อเห็นว่าพวกมันพยายามหันหันไปทางอื่น เดินหนี หรือหยุดเดินแบบไม่มีเหตุผลในขณะที่คุณพาพวกมันไปเดินเล่น เพราะสิ่งของเหล่านั้นจะช่วยให้สุนัขอยากรู้สึกอยากเดิน และทำตามคำสั่งของคุณขณะใส่สายจูงมากกว่า

41. พื้นผิวขรุขระบนโซฟา ช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนได้

          หากคุณเหนื่อยกับการปัดขนแมวหรือขนสุนัขออกจากโซฟา คุณควรหาแผ่นพลาสติกที่มีผิวขรุขระ หรือเสื่อปูพื้นสำหรับรถยนต์แล้วนำมาวางบนโซฟา เท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ขึ้นมานอนบนโซฟาแล้วล่ะ เพราะพวกมันไม่ชอบนอนบนอุปกรณ์ขรุขระเหล่านี้สักเท่าไหร่

42. สุนัขเห่า กระโดด รื้อข้าวของ เพราะเรียกร้องความสนใจ

          หากเห็นสุนัขเห่า กระโดด หรือพยายามทึ้ง ดึงสิ่งของลงจากโต๊ะ อย่าเพิ่งดุหรือตีพวกมันนะ เพราะพวกมันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายข้าวของของคุณหรอก แต่สุนัขกำลังอ้อนวอนให้คุณวางโทรศัพท์แล้วหันมาเล่นกับพวกมันบ้างต่างหาก

43.  ควรปลอบสุนัขเวลาฟ้าร้อง

          หากสุนัขของคุณกลัวฟ้าร้อง หรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงดัง ควรหาผ้ามาคลุมให้พวกมันด้วย หากไม่มีผ้าหรือเสื้อมาคลุมตัวพวกมัน ก็อาจจะอุ้มพวกมันมากอดเอาไว้กับตัวก็ได้ หรือจะลูบขนช่วงลำตัวเบา ๆ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดให้กับพวกมันได้เช่นเดียวกัน

44. อาหารบางชนิดก็ไม่ดีกับสัตว์เลี้ยง

          อย่าลืมว่าระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงแตกต่างกับคนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะลูกเกด องุ่น สาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเป็นโรคไตได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารอันตรายอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรให้พวกมันกิน ซึ่งรวมไปถึง ช็อกโกแลต กาแฟ แมคคาเดเมีย ถั่วต่าง ๆ และอะโวคาโด

45. ถ้าอยากให้ขนของสัตว์เลี้ยงเส้นเล็กและดูเงางาม
 
          คุณควรจะเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่ก็จะมีสารอาหารตัวนี้กับสารอาหารอื่น ๆ ในปริมาณที่สมดุลและเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นอาหารที่เจ้าของทำขึ้นเองมักจะมีสารอาหารที่ไม่สมดุล หรือไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็เลยส่งผลให้ของสัตว์เลี้ยงดูแข็ง ๆ และหยาบกระด้างนั่นเอง

46. สารอาหารควรมีให้ครบถ้วน

          เช็กประเภทอาหารและปริมาณสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการ ก่อนทำอาหารให้พวกมันกิน เพราะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกาเผยว่า ในปี 2013 มีสุนัขจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่ทำโดยเจ้าของมักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน

47. ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับอาหารของสัตว์เลี้ยงมากจนเกินไป

          จริงอยู่ที่การให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินอาหารเม็ดเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับสมดุลสารอาหารในร่างกายของพวกมัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านั้นจะเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวเสมอไป ทางที่ดีแนะนำว่า หากคิดจะซื้ออาหารยี่ห้อใหม่มาให้สัตว์เลี้ยงกิน ก็ควรจะปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนดีกว่า

48. หากคุณให้สุนัขกินอาหารดิบ พวกมันอาจจะตายด้วยโรคฟันร้าวหรือติดเชื้อได้

          นอกจากนี้การให้สุนัขกินอาหารดิบยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคภูมิคุ้มกันอ่อนแอในสุนัขด้วย ก็เลยเป็นสาเหตุให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ต่อต้านการให้สุนัขกินอาหารดิบนั่นเอง

49. หากสุนัขหายตัวไป

          สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ให้ลองโทรศัพท์หาสถานที่รับเลี้ยงสุนัขที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของคุณในระยะ 10 กิโลเมตร จากนั้นจึงค่อยสอบถามหรือตามหาจากสถานที่ที่คาดว่าพวกมันจะไป และสถานรับเลี้ยงสัตว์ใกล้ ๆ บ้าน แล้วประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงอีกครั้งหากยังไม่พบสัตว์เลี้ยงตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น

50. อาหารของสัตว์เลี้ยงควรมีการรับรองอย่างถูกต้อง

          หากคุณคิดจะซื้ออาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน บนถุงอาหารควรมีการรับรองมาตรฐานระบุไว้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ได้คุณภาพและมีสารอาหารตามที่สุนัขต้องการอย่างครบถ้วน


          ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความลับของสัตว์เลี้ยงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และดูแลพวกมันกันอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสมมากขึ้นนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/574983077398303800/

Monday, November 6, 2017

10 วิธีบอกรักแบบน้องหมา ที่ตูบอยากให้นายรู้ว่าฉันรักเธอ !


         เจ้านายบางคนอยู่กับหมาตัวเองทุกวันแต่ไม่เคยจะรู้ว่าหมากำลังบอกรัก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอเอาวิธีบอกรักแบบหมา ๆ มาฝากกัน จะได้รู้เอาไว้ว่าหากหมาทำแบบนี้แสดงว่ากำลังบอกรักคุณอยู่นะ 
   
          ไม่ว่าใครก็แสดงความรักให้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นคน หมา หรือแมว เนื่องในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ หากคุณอยากโดนบอกรักบ้าง แต่หันไปรอบ ๆ ตัวก็ยังไม่มีใครเดินเข้ามา หันหน้าไปมองเพื่อน 4 ขาข้าง ๆ ตัวคุณดู แม้จะพูดว่าฉักรักเธอเป็นภาษาคนไม่ได้ แต่มันก็พร้อมจะสารภาพรักกับคุณทุกเวลากับ 10 พฤติกรรมบอกรักแบบหมา ๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

1. แบ่งปันความสกปรกให้นายเป็นพวกเดียวกัน

          อย่าเพิ่งตกใจจนขวัญหนีดีฟ่อหรือเดินหนีหน้ากันไปไหน หากเจ้าแสนซน 4 ขาเดินเข้ามาออดอ้อนและซุกไซ้ตามแขนขาแม้จะมีกลิ่นตัวเหม็น ๆ เพราะนั่นแสดงว่าหมากำลังบอกรักคุณอยู่นั่นเอง ก็หมาพูดภาษาคนไม่ได้นี่เนอะ ร้องโฮ่ง ๆ ก็กลัวไม่เข้าใจ เลยขอใช้วิธีถูไถคราบไคลและกลิ่นตามตัวของมันไปติดตัวเจ้านายไว้สักหน่อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกันแล้วนะ

2. คลอเคลียเจ้านายทุกครั้งหลังอาหารมื้อหลัก

          ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเจ้านายน้องหมา แต่อย่าไปเอ็ดพวกมันเลยเชื่อเถอะ เพราะพฤติกรรมชอบคลอเคลีย เอาตัวซุกไซ้ตามแขนขา และเรอใส่หน้าเจ้านายหลังกินข้าวเสร็จทุกครั้ง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เป็นสัญญาณว่าน้องหมาพยายามจะบอกรักเจ้านายอยู่นะ การทำเช่นนี้ของน้องหมาก็อารมณ์คล้าย ๆ กับการกินยาหลังอาหารนั่นแหละ หากไม่ได้ทำก็จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

3. เลียนแบบท่าทางการอ้าปากของนาย

          เคยสังเกตไหมว่าทุกครั้งที่เราอ้าปากเหมือนจะหาว น้องหมาก็จะมองและหาวตามทุกครั้ง ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องตลกในสายตาคนอย่างเรา แต่ในความคิดของน้องหมาการกระทำแบบนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีบอกรักให้เจ้านายรู้ ถ้าไม่เคยสังเกตมาก่อนก็ลองทดสอบดูได้นะคะ

4. อดทนนั่งรอที่ประตูจนกว่านายจะกลับ

          ขนาดคนยังห่วงหาอาทรเมื่อคนรักต้องไกลห่าง แล้วนับประสาอะไรกับน้องหมาที่รู้สึกใจหายเมื่อนายออกไปทำงานนอกบ้าน ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจหรอกหากไล่ตูบกี่ทีกี่ครั้ง เจ้าจอมซนตัวนี้ก็ยังพยายามจะกระโดดขึ้นรถหรือนั่งรอคุณอย่างใจจดใจจ่อที่ประตูทุกวันไม่เคยมีเบื่อ และกระโดดโลดเต้นยิ่งกว่าได้ของเล่นใหม่เมื่อเห็นว่าคุณเปิดประตูเข้ามาในบ้าน แม้ในเวลาที่กลับมาเอาของที่ลืมไว้แป๊บเดียวก็เถอะ 

5. กระโจนเข้าใส่ด้วยความดีใจเมื่อนายกลับบ้าน

          หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมเจ้าตูบต้องดีใจออกนอกหน้าในเมื่อเจอกันทุกวันและอยู่กันแบบนี้มาตลอด แถมยังดีใจแบบโอเว่อร์แอ็คติ้ง เช่น กระดิกหางรัว ๆ วิ่งวนไปมารอบตัวจนเจ้านายอย่างเราปวดหัวแทน เห่าเสียงดังจนกลัวว่าเพื่อนบ้านจะรำคาญ หรือกระโจนพุ่งเข้าใส่ทำเหมือนยังเป็นหมาตัวเล็ก ๆ จนเราเองเกือบเซล้มไม่เป็นท่า อาการทั้งหมดนี้ก็เป็นการบอกรักของน้องหมาอีกเหมือนกันนั่นแหละ

6. จ้องตาเขม็งเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนาย

          ถ้าคุณเป็นมือใหม่ในการเลี้ยงสุนัขก็อาจจะฉงนใจว่าหมาจะจ้องตาเขม็งทำไม หรืออาจจะคิดไปไกลว่ามันไม่พอใจอะไรหรือเปล่า จริง ๆ แล้วพฤติกรรมน่าประหลาดแบบนี้ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกค่ะ แต่กลับเป็นการเรียกร้องความสนใจให้เจ้านายหันมาเล่นและพูดคุยด้วยเท่านั้นเอง ถ้าหากคุณยอมทำตามแล้วละก็ สายตาแข็ง ๆ แบบนั้นจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทันที

7. ยักคิ้วใส่เมื่อเจอหน้าเจ้านาย

          อาการยักคิ้วหลิ่วตาเนี่ยไม่ได้มีแค่คนเท่านั้นนะที่ทำได้ เพราะน้องหมาก็ทำได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำเพราะอยากหว่านเสน่ห์หรืออะไรหรอก ที่สำคัญหากคุณไม่ใช่คนเลี้ยงหมาจริง ๆ ก็ยากที่จะเห็น เพราะน้องหมาจะยักคิ้วเมื่อต้องการบอกรักเจ้านายเท่านั้น ซึ่งก็จะมีแต่เจ้านายของมันจริง ๆ เท่านั้นแหละที่ได้เห็นบ่อย ๆ จนชิน สำหรับคนทั่วไปแล้วคงฟังดูเป็นเรื่องตลกไปเลยใช่ไหมล่ะ

8. เอนตัวพิงขาเจ้านาย

          เวลาที่เราอยู่ใกล้ ๆ คนรักก็มีอารมณ์อยากจะออดอ้อนออเซาะกันบ้างแหละ เรื่องแบบนี้เหล่าเจ้าตูบก็เป็นเหมือนกันนะจะบอกให้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งใช้ขาเตะพวกมันเพื่อไล่เจ้าตูบไปไกล ๆ ตอนที่พวกมันกำลังพยายามจะทำตัวอ่อนแอบอิงออเซาะที่ขาเสียล่ะ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้พวกมันเสียอกเสียใจแอบไปนั่งซึมมุมห้อง เพราะบอกรักคุณไปแล้วแต่คุณดันไม่สนใจอะไรเลยก็ได้ 

9. นอนขวางบนเตียงนอน

          อย่าเพิ่งอารมณ์เสียและคิดว่าน้องหมากำลังแย่งที่นอนของคุณ เพราะจริง ๆ แล้วการที่น้องหมานอนขวางเป็นแนวทแยงมุมบนเตียงนอนของคุณนั้น แสดงให้เห็นว่าทุกที่ที่คุณนอนมันก็นอนได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นเพราะว่ามันอยากอยู่ใกล้นายสุดที่รักยังไงล่ะ

10. ได้กลิ่นความรักแท้จากนาย

          น้องหมาเป็นสัตว์ที่เกิดมาพร้อมกับจมูกอันแสนพิเศษ สามารถดมกลิ่นได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งความรูสึกที่แท้จริง ทุกครั้งที่คุณส่งความรักและความเมตตาให้มันโดยที่ไม่แสดงท่าทางออกมา แต่จะรับรู้ได้ด้วยกลิ่นของความรักที่อบอวลอยู่รอบตัวและจะเข้าไปแสดงความรักตอบกลับให้คุณทันที

          พฤติกรรมที่แสดงความรักของน้องหมาแสดงให้เราเห็นแล้วว่าสัตว์ก็มีหัวใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนรัก 4 ขาแสนซื่อสัตย์ของพวกเรา หากคุณเป็นคนเลี้ยงหมาก็ควรหมั่นสังเกตและจดจำพฤติกรรมที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เอาไว้ให้ดี ๆ จะได้ไม่งงและเมินเฉยตอนที่น้องหมากำลังบอกรัก แต่คุณไม่เข้าใจแถมยังไล่ตะเพิดออกไปจนเสียบรรยากาศเหมือนที่ผ่านมาอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก barkpost, littlethings และ iheartdogs
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.co.uk/pin/488499890822640414/


Friday, October 6, 2017

วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมว ร้อนเบอร์ไหนก็อยู่ได้สบายมาก


 วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข และ วิธีคลายร้อนสำหรับแมว ช่วยให้อยู่ได้สบาย ๆ แม้ในวันที่อากาศร้อนที่สุด ไปดูกันว่าจะสามารถลดอุณหภูมิอากาศที่ร้อนระอุในบ้าน ด้วยวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวได้อย่างไรบ้าง

          นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่คนยังทนไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาอะไรกับสุนัขและแมวที่มีขนเต็มตัว คงรู้สึกไม่สบายตัวแน่ ๆ จะเปิดแอร์เลี้ยงสุนัขและแมวทั้งวัน ก็คงจ่ายค่าไฟไม่ไหว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวมาฝาก วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัขและแมวง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งแอร์ แต่ก็ช่วยดับร้อนได้เยี่ยมเลยล่ะ

วิธีคลายร้อนสำหรับสุนัข 

1. หมั่นเติมน้ำดื่ม หรือก้อนน้ำแข็ง

          วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความร้อน คือหมั่นเติมน้ำดื่มให้สุนัขของคุณอยู่เรื่อย ๆ เพราะอากาศร้อนแบบนี้แน่นอนว่าน้องหมาจะต้องหิวน้ำเป็นพิเศษ ลองใช้น้ำเย็น หรือใส่ก้อนน้ำแข็งลงไปด้วย น้องหมาบางตัวก็ชอบเลียน้ำแข็งให้คลายร้อนด้วยนะ

 2. เปิดพัดลม

          เพิ่มความเย็นสบายให้สุนัขของคุณ ด้วยการเปิดพัดลม ยิ่งโดยเฉพาะสุนัขที่มีขนเยอะ มักจะร้อนมากเป็นพิเศษ ถ้าได้พัดลมเป่าให้ขนปลิวดูบ้าง น้องหมาคงจะอารมณ์ดีมากขึ้น

3. ผ้าเย็นแขวนพัดลม

          ถ้ากลัวว่าสุนัขของคุณจะเย็นไม่พอ ลองใช้ผ้าเย็นที่แช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ นำไปแขวนไว้กับพัดลมแล้วปล่อยพัดลมช่วยเป่าไอเย็นให้ไปสัมผัสสุนัขของคุณ เพิ่มความสดชื่นได้อีกนิด

4. เจลเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็ง

          ลองใช้คูลเจลสำหรับลดไข้ แช่ตู้เย็นให้เย็นจัด แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ เอามาวางให้น้องหมาของคุณกอดรัดฟัดเหวี่ยง หรือจะวางรอง ให้นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนความเย็นเลยก็ได้ ถ้าไม่มีเจลเย็นให้ลองใช้น้ำแข็งห่อผ้าขนหนูแทน

5. เบาะนอนเก็บความเย็น

          ลองหาซื้อเบาะเจลสำหรับรองนอน แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นเอามารองนอนให้กับน้องหมาของคุณ ถ้าหมดเย็นแล้วให้นำเอาไปแช่ตู้เย็นได้เรื่อย ๆ 

6. กะละมังอาบน้ำ

          วิธีการนี้อาจจะเปียกเลอะเทอะหน่อย แต่ก็ได้ผลดีอยู่เหมือนกันนะ แค่รองน้ำใส่กะละมังอาบน้ำ หรืออ่างอาบน้ำของน้องหมา พอถึงเวลาที่น้องหมาของคุณร้อนจนทนไม่ไหวละก็ มันจะลงไปแช่น้ำเองตามธรรมชาติ แต่พอมันขึ้นจากน้ำแล้ว คงต้องตามเช็ดบ้านกันสักนิด

7. เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น

          ถ้ามีเวลาว่าง หมั่นเช็ดตัวให้สุนัขของคุณด้วยผ้าเย็น หรือผ้าชุบน้ำแข็งก็ได้ ค่อย ๆ เช็ดตามซอกหลืบที่ทำให้น้องหมาของคุณกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะที่ท้อง จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้องหมาเย็นลง และสบายตัวขึ้น

วิธีคลายร้อนสำหรับแมว 

1. วางน้ำแข็งคลายร้อน

          ในวันที่คุณต้องออกไปนอกบ้านทั้งวัน ไม่มีเวลาดูแลเจ้าเหมียวในตอนบ่ายที่อากาศร้อนจัด ก่อนออกจากบ้านให้นำน้ำแข็งสัก 3-4 ก้อนใส่ชามใส่น้ำของเจ้าเหมียว ถึงแม้น้ำแข็งจะละลายแล้วแต่น้ำก็ยังเย็นอยู่ ไว้ให้น้องเหมียวดื่มคลายร้อนระหว่างวัน 

2. ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ตอนไม่อยู่บ้าน

          ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้ทั้งวัน เปิดแค่ตอนที่คุณไม่อยู่บ้าน โดยให้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ในตอนบ่ายประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวันไว้ช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน ถ้ากลัวน้องแมวจะร้อนอีก ก็เปิดพัดลมไปพร้อมกันเพื่อให้มีลมเย็นหมุนวนอยู่ตลอดก็ได้ค่ะ 

3. ตั้งพัดลมเล็กประจำที่

          ถ้าใครกลัวสู้ค่าไฟไม่ไหว ซื้อพัดลมตัวเล็ก ๆ ให้เจ้าเหมียว สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายแถมราคายังไม่กี่ร้อย แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลาที่คุณอยู่บ้านด้วยเท่านั้น เดี๋ยวเจ้าเหมียวเห็นพัดลมแล้วอาจจะนึกว่าเป็นของเล่น จะยิ่งเสี่ยงอันตรายเข้าไปใหญ่

4. เคลียร์พื้นบ้านให้เจ้าเหมียวนอนเล่น

          พื้นบ้านเป็นส่วนที่เย็นที่สุดในช่วงหน้าร้อน การได้นอนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นบ้านเย็น ๆ โล่ง ๆ ก็ช่วยคลายร้อนได้เหมือนกัน ฉะนั้นแล้วพื้นบ้านต้องโล่ง ไม่มีพรมหรือข้าวของวางระเกะระกะ

5. ขวดน้ำแช่แข็งคลายร้อน

          ให้นำขวดน้ำไปแช่ช่องฟรีซให้แข็ง จากนั้นน้ำผ้าขนหนูห่อขวดน้ำไว้ นำไปวางมุมโปรดของเจ้าเหมียว ให้เจ้าเหมียวได้นอนเกลือกกลิ้งข้าง ๆ ขวด เจ้าเหมียวจะได้รู้สึกเย็นชื่นใจแถมยังตัวไม่เปียกด้วย

6. หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ

          น้ำที่ให้เจ้าเหมียวดื่มนั้นควรจะสะอาดและเย็นอยู่เสมอ อากาศร้อนจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ระหว่างวันควรเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ โดยน้ำที่เปลี่ยนใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็น ใช้น้ำอุณหภูมิห้องแทนได้ค่ะ 

7. ปิดม่านกันแดด

          ถ้าคุณไม่อยู่บ้านก็ไม่ควรเปิดผ้าม่านไว้ เพราะในตอนบ่ายแดดอาจส่องเข้ามาในบ้านและไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิในบ้านสูงขึ้นไปอีก ถ้าไม่อยากให้บ้านมืดทึบก็หาผ้าม่านโปร่ง ๆ หรือฟิลม์กรองแสงมาติดแทนก็ได้ค่ะ 

8. ตัดขน

          ถ้าน้องแมวของคุณเป็นสายพันธุ์ที่มีขนยาวหนาฟูฟ่อง ให้ตัดขนแบบไลอ้อนคัท (Lion Cut) หรือการตัดขนส่วนลำตัวให้สั้นแล้วเหลือไว้แค่ส่วนหัว ถ้าแมวมีขนสีขาวเลี่ยงไปตัดส่วนท้องแทน เพราะผิวหนังอาจไหม้แดดได้

9. หลีกเลี่ยงเจลประคบเย็น

          ถึงแม้ว่าเจลประคบเย็นจะทำมาจากสารที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายของคน เพราะแพ็กเกจที่เป็นพลาสติกไม่สามารถทนเล็บคม ๆ ของเจ้าเหมียวได้แน่ ๆ หากเจ้าเหมียวเผลอข่วนแล้วเลียเจลที่ไหลออกมาละก็เป็นเรื่องแน่ ๆ 

10. ห้ามปล่อยแมวไว้ในรถเด็ดขาด

          รถในหน้าร้อนไม่ต่างกับเตาอบสำหรับเจ้าเหมียว ฉะนั้นไม่ควรปล่อยเจ้าเหมียวไว้ในรถเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม 

          อย่างไรก็อย่าลืมเอาวิธีคลายร้อนที่เรานำมาฝากนี้ไปใช้กับสุนัขและแมวที่บ้านนะคะ จะได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว ร่าเริง และขี้อ้อน ไม่งอแงหรือขี้หงุดหงิดจนทาสอย่างเราต้องปวดหัวไปตาม ๆ กัน 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Catster และ Bynature

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/115686284156183568/

Monday, October 2, 2017

เมื่อ.... น้องหมา ชอบงับ (เท้า)



        ขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้าขั้นแรก คือการนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว เมื่อน้องหมามางับคุณ ไม่ว่าจะแรงหรือเบา เล่น ๆ หรือเอาจริง ก็เป็นนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร วิธีแก้คือ คุณต้องนิ่ง หยุดการเล่นทั้งหมด ทำทีเป็นเมินเฉย ให้น้องหมารู้ว่า การงับคุณ จะทำให้การเล่นระหว่างคุณกับเค้าเป็นอันยุติลง หรือถูกเมินใส่ ความสนุกจะหายไป ต่อไปเค้าจะเรียนรู้ และเลิกงับไปเอง

          สำหรับวิธีนี้ควรใช้ควบคู่ไปกับ คำสั่ง "อย่า" พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด เค้าจะรู้ว่า คุณดุเค้าอยู่

          ขั้นที่สอง คือ หาของเล่นที่เหมาะแก่การงับ ไม่อ่อนจนเกินไป ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรดึงแรง ๆ ขณะที่เค้ากัดอยู่ เพื่อสุภาพของฟัน

          หากฝึกฝนอย่างนี้เป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เชื่อแน่ว่า น้องหมาแสนรักของคุณจะเลิกพฤติกรรมชอบงับ(เท้า) ได้อย่างแน่นอนจ้า
Thaidogcenter

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/223843043950523129/

Tuesday, September 26, 2017

11 สิ่งที่เจ้าของทำแล้วสุนัขไม่ปลื้ม เพราะทำให้ตูบเครียดได้นะนายจ๋า


        อย่าเดาไปเองว่าเจ้าตูบจะชอบสิ่งที่เจ้าของทำให้ไปหมดทุกอย่าง เพราะมีบางเรื่องที่สุนัขไม่ชอบให้คุณทำเหมือนกัน โดยเฉพาะ 11 เรื่องเหล่านี้ที่ทำให้สุนัขเครียดได้นะ

          แน่นอนว่าเจ้าของสุนัขทุกคนต่างก็ชอบเล่นและสัมผัสสุนัขตัวเองกันอยู่แล้ว แต่การกระทำบางอย่างที่เราคิดว่าพวกมันจะชอบ เช่น การกอดหรือการลูบหัว จริง ๆ แล้วสุนัขกลับไม่ชอบเอาเสียเลย รวมไปถึงอีกหลาย ๆ เรื่องที่สุนัขไม่ชอบและอยากบอกให้รู้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอเป็นอาสานำสิ่งที่สุนัขไม่ชอบให้เจ้าของทำมาบอกให้ฟังค่ะ
1. บังคับให้เล่นกับสุนัขที่ไม่ชอบ

          สุนัขก็เหมือนกับคนนั่นแหละค่ะ มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ กับสุนัขที่พวกมันไม่ชอบนั้น เจ้าตูบจะเกิดอาการต่อต้านและไม่อยากเข้าใกล้ ทางที่ดีไม่ควรบังคับให้พวกมันเล่นด้วยกัน เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัยระยะยาว เห็นหน้ากันเมื่อไรเป็นต้องกัดหรือส่งเสียงขู่ตลอดเลย

2. เลี้ยงแบบตามใจ

          การเลี้ยงแบบตามใจ ไม่มีกฎ หรือข้อห้ามเป็นสิ่งที่เจ้าตูบไม่ชอบ เพราะพวกมันจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีขอบเขต ไม่รู้ว่าอะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง ฉะนั้นการเลี้ยงแบบให้ทำตามผู้นำหรือเจ้าของ เลยเป็นสิ่งที่สุนัขชอบมากกว่า อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ

3. การกอด

          จริงอยู่ที่สุนัขชอบให้เจ้าของสัมผัส แต่พวกมันกลับไม่ชอบให้เจ้าของกอด เพราะนั่นหมายถึงการแสดงอำนาจ ลุกล้ำความเป็นส่วนตัว เมื่อพวกมันถูกกอดก็จะรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม เลยพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดของคุณยังไงล่ะ

4. สื่อสารด้วยคำพูดทางเดียว

          ถึงแม้ว่าพวกมันจะฉลาด สามารถเข้าใจการสื่อสารของคนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุนัขจะเข้าใจไปซะทุกอย่าง อีกทั้ยังทำให้พวกมันรู้สึกสับสนด้วย ฉะนั้นการสื่อสารกับสุนัขควรใช้ทั้งคำพูดและภาษากายอธิบายไปพร้อมกันด้วย

5. ดึงสายจูงไว้ตลอดเวลา


          เมื่อสุนัขได้ออกไปข้างนอก พวกมันย่อมอยากจะดมกลิ่นสำรวจสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นถ้าพาสุนัขออกไปเดินเล่นแต่กลับรั้งสายจูงพวกมันไว้ ก็จะทำให้สุนัขจะมีอาการหงุดหงิดและต่อต้านทันที 

6. ดึงสายจูงตึงเกินไป
         
          การปรับสายจูงระหว่างเดินเล่น ควรปรับให้พอดี ไม่ดึงเกินไป เพราะแรงดึงจากสายจูงนั้นจะทำให้พวกมันรู้สึกเหมือนโดนกักอิสรภาพและสั่งให้พวกมันหยุดเดินตลอดเวลา

7. ลูบหัว

          การลูบหัวเจ้าตูบก็เป็นอีกอย่างที่คนชอบคิดว่าสุนัขชอบ แต่ที่จริงแล้วนั้นพวกมันไม่ปลื้มเอาซะเลย ยิ่งลูบหัวไปพร้อมกับการใช้มือลูบคลำหน้าไปด้วย ยิ่งทำให้สุนัขไม่ชอบนะรู้หรือเปล่า ?

8. ไม่เล่นด้วยเมื่อกลับมาถึงบ้าน

          ในระหว่างที่คุณออกไปข้างนอก รู้หรือไม่ว่าสุนัขจะตั้งหน้าตั้งตาคอยคุณทั้งวันเลย ฉะนั้นเมื่อกลับมาก็อย่าปล่อยให้พวกมันผิดหวัง เล่นกับพวกมันซะบ้าง เดี๋ยวพวกมันจะเบื่อเอา ถ้าพวกมันคาบรองเท้าหรือสิ่งของอื่น ๆ มาเคี้ยวเล่น แสดงว่าพวกมันเริ่มเบื่อและอยากเล่นกับเจ้าของแล้ว

9. โดนคนแปลกหน้าจ้องตา


          ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ของคุณหรือคนแปลกหน้าที่เดินสวนไป-มา ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาทักทายแต่ถ้าจ้องตาแบบไม่กระพริบ พวกมันจะตีความหมายว่าเป็นการคุกคามทันที ฉะนั้นพยายามอย่าสบตาสุนัขเลยนะ เดี๋ยวจะโดนกัดเอา

10. เครียดเมื่ออยู่กับพวกมัน

          สุนัขสามารถอ่านสีหน้าและความรู้สึกที่เจ้าของแสดงออกได้ ถ้าคุณเครียดตลอดเวลาที่อยู่กับพวกมัน แน่นอนว่าสุนัขย่อมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของคุณ ท้ายที่สุดก็จะเครียดตามไปด้วย

11. เล่นอะไรแผลง ๆ

          บางอย่างที่คุณคิดว่าทำแล้วสนุก ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งหรือพาไปเล่นอะไรแผลง ๆ เพราะนอกจากพวกมันจะไม่สนุกด้วยแล้ว ยังจะทำให้พวกมันโกรธอีกด้วย และถ้าทำบ่อย ๆ พวกมันอาจจะติดนิสัยขี้โมโหและอาจจะทำร้ายคุณเข้าให้ก็ได้

          สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่านอกจากเจ้าตูบจะไม่ชอบแล้วยังอาจจะทำให้พวกมันกลายเป็นสุนัขขี้โมโห อารมณ์เกรี้ยวกราด  และนำไปสู่ภาวะเครียดได้ ฉะนั้นการเลิกพฤติกรรมเหล่านี้แบบถาวรจึงดีที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother Nature network และ viralnova
https://pet.kapook.com/view147763.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/505388389425201867/

 

Monday, January 16, 2017

เจอหมาข้างทางวิ่งไล่...ทำตาม 5 ข้อนี้ รับรองไม่โดนกัด

        วิธีป้องกันตัวไม่ให้หมากัด เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับหมาที่อยู่ข้างทางได้ตลอด ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้โดนกัดและจู่โจม ลองทำตามวิธีนี้เลย 

          สถานการณ์จริงที่เราต้องเผชิญหน้ากับหมาข้างทางที่มีนิสัยดุดัน มันเป็นเรื่องยากมาก กระปุกดอทคอมเลยนำวิธีป้องกันตนเองจากหมาข้างทางมาฝากกันค่ะ ถ้าไม่อยากโดนหมาข้างทางกัด จนต้องเข้าโรงพยาบาลไปฉีดยาหลาย ๆ รอบ ถ้าเจอหมาข้างทางวิ่งไล่ ให้ตั้งสติ แล้วทำตาม 5 ข้อนี้ ก็จะช่วยให้เอาตัวรอดจากสถานการณ์ขับคับได้ ว่าแล้วก็ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. อย่ากลัวการเผชิญหน้า

          สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือ ตั้งสติให้ดี ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกหรือตกใจจนเกินเหตุ แม้ว่าหมาข้างทางที่ดุร้ายเหล่านี้กำลังขู่และเห่าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะหมารวมไปถึงสัตว์นานาชนิด ต่างก็มีสัญชาตญาณที่รับรู้ความรู้สึกของมนุษย์ได้ โดยเฉพาะความกลัว ยิ่งถ้าตกใจกลัวจนร้องกรี๊ดหรือวิ่งหนี ก็จะยิ่งดูเหมือนเหยื่ออ่อนแอที่พวกมันสามารถเข้าจู่โจมได้อย่างสบาย ๆ

2. อย่าวิ่ง

          คนส่วนใหญ่มักจะวิ่งเมื่อเจอหมาไล่ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการเดินไปตามปกติ แม้หมาจะเห่าตามอยู่ด้านหลัง หากกำลังวิ่งอยู่ให้ค่อย ๆ ลดความเร็วลง แล้วเปลี่ยนเป็นเดินเลี่ยงไปอีกเส้นทางจากที่หมาวิ่งมา แต่ถ้ายืนอยู่เฉย ๆ แล้วมีหมาเดินเข้ามาใกล้ ๆ ให้ยืดแขนออกไปด้านข้าง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแล้วหมาก็จะเดินผ่านไปเอง

3. โยนสิ่งของเบี่ยงเบนความสนใจ

          ถ้าประเมินแล้วว่าต้องโดนจู่โจมแน่นอน ให้เบนความสนใจด้วยสิ่งของที่มีอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็ก ๆ เช่น ขนม อาหาร รองเท้า หรือกระเป๋า ไปอีกทางเพื่อเบี่ยงความสนใจของหมา จากนั้นก็ใช้จังหวะที่หมากำลังสับสน ตั้งสติแล้ววิ่งหนีไปในที่ที่ปลอดภัยโดยเร็ว

4. อย่าสบตา

          ไม่ว่าสถานการณ์จะดูแย่สักแค่ไหนก็ขอให้ท่องไว้เลยว่า อย่าสบตาพวกมันเพราะไม่อย่างนั้นหมาจะรู้สึกกำลังโดนคุกคามและพร้อมจู่โจมทุกเมื่อ ดังนั้นแค่มองให้หมาอยู่ในระยะสายตาแต่เลี่ยงการจ้องตาพวกมันโดยตรงก็พอ เพื่อส่งสัญญาณให้หมารู้ว่าไม่ได้จะมาทำร้าย แล้วหมาก็จะเลิกวิ่งไล่ตามไปเอง

5. สั่งหมาให้ถอยห่างออกไป !

          หากหมาไม่หยุดจ้องจู่โจมจริง ๆ และบวกกับว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แนะนำให้ตั้งสติ สร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง จ้องหน้าทำทีว่ามีอำนาจเหนือมัน (แต่ห้ามจ้องตาเด็ดขาด !) แล้วพูดสั่งด้วยเสียงที่เข้มแข็งว่า ไม่หรือ ไปห้ามใช้เสียงแหลมเด็ดขาด พูดสั่งให้มันตกใจแล้วมันจะเดินหนีไปเอง

          แม้ว่าวิธีพวกนี้จะเป็นวิธีที่ช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายได้ก็จริง แต่สิ่งที่ควรทำมากที่สุดไม่ว่าสถานการณ์มันดูน่ากลัวขนาดไหน นั่นก็คือ ตั้งสติให้ดี ๆ แล้วนึกถึงวิธีเหล่านี้ คุณก็จะมีโอกาสรอดพ้นจากการโดนกัดได้มากกว่าการทำวิธีอื่น ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Brightside, wikihow และ cesarsway
http://pet.kapook.com/view163988.html
เครดิตภาพ  
https://www.pinterest.com/explore/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-893492547841/

Tuesday, June 21, 2016

สุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย เจ้าตูบพันธุ์ดุ


        อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) หรือที่เรียกกันว่า พิทบูล แค่เอ่ยถึงชื่อสุนัขพันธุ์นี้ก็อาจทำเอาหลายคนออกอาการหวั่นๆ ซะแล้ว ก็สุนัขสายพันธุ์ พิทบูล น่ะดังก้องไปทั่วโลกในเรื่องความดุร้าย และมักจะถูกประโคมข่าวเมื่อ พิทบูล กัดคนบาดเจ็บและเสียชีวิต  โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเจ้าของ ทำให้ภาพของ อเมริกันพิทบูล ในเวลานี้อาจไม่สู้ดีนัก และเป็น สุนัข ควบคุมพิเศษในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยกรมปศุสัตว์สั่งห้ามนำเข้าสุนัขพันธุ์ พิทบูล โดยเด็ดขาด แต่ในประเทศไทยยังลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ รวมถึงมีการเลี้ยงอยู่เดิมแล้วจำนวนหนึ่ง

          แม้ว่า พิทบูล จะมีนิสัยพื้นฐานที่ดุร้าย แต่ สุนัข พิทบูล ก็ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องความจงรักภักดี มันสามารถตายแทนเจ้าของได้ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ผู้เสี้ยงมักนำมันสู่ สังเวียนการต่อสู้ พิทบูล จะสู้จนตัวตายตามใบสั่งของเจ้าของ ดังคำกล่าวที่ว่า "ทาสผู้ภักดี ปีศาจสังหาร"  

          พิทบูล ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์ของ สุนัข บูลด๊อก เดิมทีเป็น สุนัข อเมริกันพิทบูล ที่ใช้งานต้อนฝูงสัตว์ (Cattie dog) เป็นสุนัขเลี้ยงแกะ (Shepherds) แต่ต่อมาสุนัขเหล่านั้นถูกนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ จนได้ อเมริกันพิทบลู ที่มีฟันและกรามที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และมีความว่องไวสูง และ พิทบูล ก็ถูกนำมาใช้ในกีฬาสู้วัว (Bullbaiting) แต่ภายหลังกีฬาชนิดนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กลุ่มคนที่ชื่นชอบในกีฬาดังกล่าวจึงหันมาจับสุนัขสู้กับสุนัขแทน ทำให้ อเมริกันพิทบลู กลายเป็นสุนัขที่ขึ้นชื่อว่ามีพละกำลังมากที่สุด เท่าที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กันมา ในความแข็งแรง ดุร้าย เสน่ห์ของ พิทบูล อยู่ที่ความจงรักภักดี มีอารมณ์คงที่ต่อมนุษย์

          ที่มาของชื่อพันธุ์ พิทบูล จึงได้มาจากกีฬาสู้วัวนั่นเอง ส่วนคำว่า Pit มาจากคำที่แปลว่า หลุม คือ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ในสมัยโบราณ พิทบูล สองตัวจะถูกนำไปปล่อยในหลุมที่คนขุดขึ้น ตัวไหนรอดจากการกัดกันก็จะปีนขึ้นจากหลุม  พิทบูล ตัวนั้นจึงจะได้ดำรงพันธุ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ พิทบูล จึงมีความอดทนและมีความมุ่งมั่นสูงกว่า สุนัข ทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม พิทบลู มีทั้งสายพันธุ์ที่มีไว้กัด และสายพันธุ์โชว์

          ด้วยธรรมชาติกัดไม่ปล่อย สุนัข สายพันธุ์นี้ ถือเป็นนักล่าโดยกำเนิด พิทบูล ล่าได้ตั้งแต่ นก หนู ไปจนถึงหมูป่า มันมีความกล้าฝังลึก พิทบูล มีความอดทนต่อความเจ็บปวดทุกรูปแบบ แม้บาดแผลนั้นจะลึกและฉกรรจ์เพียงใด ไม่มีการโต้ตอบจากศัตรูใดที่จะทำให้มันร้องได้

          ส่วนใครที่ไม่ชอบเสียงเห่าหอน น่ารำคาญของ สุนัข แต่ให้จำไว้เถิดว่าหากคุณเลี้ยง อเมริกันพิทบูล จะไม่ผิดหวัง เพราะ พิทบูล จะไม่ใช่ สุนัข ประเภท เห่าใบตองแห้ง ดังนั้น การที่เจ้า พิทบูล เห่ายอมมีเหตุผลเสมอ ไม่แน่สิ่งที่มันเห็นอาจเป็นสัตว์ร้าย คนแปลกหน้า หรือผู้ไม่ประสงค์ดี อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรับรู้สัญญาณเตือนอันไม่น่าไว้วางใจได้จากเจ้า สุนัข พันธ์นี้อย่างแน่นอน

          ส่วนข้อกังขากรณี พิทบูล ทำร้ายเจ้าของ หากผู้เลี้ยงเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้ง นี้ หากคุณต้องเข้าบ้านในยามวิกาล จงระลึกไว้เสมอว่า สุนัข จะมองเห็นเป็นภาพขาวดำเท่านั้น จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อนเปิดประตูเข้าบ้าน เพราะบางทีเราอาจอยู่ในตำแหน่งใต้ลม เขาจึงอาจไม่ได้กลิ่นเจ้าของ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนร้าย จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อน เพราะ อเมริกันพิทบลู จะหวงเจ้าของ หวงบ้าน หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีกล้ำกรายเข้ามา ...รับประกันเสร็จแน่!!!


ลักษณะทั่วไปของ พิทบูล

         
อเมริกัน พิทบูล มีขนาดรูปร่างปานกลาง โดยทั่วไปควรจะมีความสูง ประมาณ 17-20 นิ้ว มีสัดส่วนที่พอดี ขนสั้นเรียบ เป็นมันเงางามและมีกล้ามเนื้อที่เด่นชัดมาก สุนัข พิทบูล เต็มไปด้วยพละกำลังเป็นอย่างมาก และมีรูปร่างที่ค่อนข้างยาวกว่าส่วนสูง หัวมีความยาวปานกลาง กว้าง ส่วนกะโหลกของ อเมริกันพิทบูล นั้นจะแบนเรียบและค่อนข้างจะกว้าง ประกอบด้วยขากรรไกรที่แข็งแรงและกว้างใหญ่ หูจะมีขนาดที่เล็กจนถึงปานกลาง หูตั้ง และบางทีก็อาจจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ(ไม่ได้ตัดหู) หรืออาจจะตัดหูหรือไม่ตัดหูก็ได้ หางสั้นชี้ลง โคนหางใหญ่ และเรียวเล็กลงไปถึงปลายหาง

          ส่วน เรื่องลวดลาย หรือสีขนนั้น สุนัข พิทบูล นี้มีทุกสี และมีทุกลาย ลักษณะร่างกายของ พิทบูล จะต้องปรากฏให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง กระฉับกระเฉง สง่างาม มีลักษณะเฉพาะของสุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูล คือ ความแข็งแกร่ง มีความเชื่อมั่นในตัวของมันเอง และมีชีวิตที่กระหายใคร่รู้ต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมัน พิทบูล ชอบให้คนดูแลเอาใจใส่ และมีความกระตือรือร้นมาก สุนัข อเมริกันพิทบูล เป็นเพื่อนกับทุกคนที่อยู่ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และมีความรักเด็ก เนื่องจาก พิทบูล ส่วนใหญ่มักจะแสดงความก้าวร้าวกับ สุนัข ทั่วไป 



อาหารและการเลี้ยงดู พิทบูล

          เคล็ด ลับการเลี้ยง สุนัข อเมริกันพิทบูล หากมันทำผิด ก็ควรรีบนำตัวเข้ากรงทันที เป็นการลงโทษ เพื่อให้มันได้คิดว่า สิ่งที่มันทำนั้น เป็นความผิด และในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ต้องฝึกให้ พิทบูล เข้าสังคม
พาจูง ไปเดินสวนสาธารณะ ให้รู้จักคนเยอะๆ และพยายามให้ สุนัข พิทบูล แยกออกด้วยตัวเองว่า ใครคือมิตร และใครคือศัตรู เวลาหลุดออกจากเชือกหรือกรง หากจะกัดจะได้กัดถูกคน ส่วนการให้อาหารต้องใส่จาน และต้องฝึกไม่ให้กินอาหารที่พื้น ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี โยนอาหารปนยาพิษให้กิน



โรคร้ายที่ควรระวัง

          โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่พบได้กับ สุนัข แทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ อเมริกันพิทบูล สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดย สุนัข จะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด

          แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัข ก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ใน สุนัข บางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

          การป้องกันขั้นแรก คือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด



  วิธีเอาตัวรอดเมื่อ พิทบูล กัด หรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูก พิทบูล ทำร้าย

           สิ่งแรก คือ ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยง สุนัขดุ หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

           หากถูก สุนัข กัดโดยเฉพาะพันธุ์ดุร้าย อย่าง อเมริกันพิทบูล หรือ ล็อตไวเลอร์ ให้ตั้งสติให้ดี รีบตะโกนเรียกให้คนช่วย

          หลังจากนั้นให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการกัด ให้ขากรรไกรง้างออกเพื่อให้หลุดจากการถูกกัด เพราะสุนัขพันธุ์เหล่านี้มีขากรรไกรสั้นกว่าปกติ มีเขี้ยว และฟันใหญ่กว่าปกติ เป็นปัจจัยเพิ่มแรงกัดให้มีความรุนแรงมากขึ้น

            หากไม่ได้ผล ให้ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุด เกร็งมือให้แข็งบีบลงไปที่บริเวณลำคอของ สุนัข ซึ่งเป็นส่วนคอหอย หลอดลม บีบให้แรงที่สุด และนานที่สุด ทำให้ สุนัข เกิดอาการสำลัก เพราะขาดอากาศหายใจ ทำให้มันต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออก เพื่อสูดอากาศหายใจ ในระหว่างนี้ให้รีบหนีให้ไกลที่สุด หรือหาอาวุธมาตี สุนัข ให้บาดเจ็บ

           ที่สำคัญ มีข้อห้ามที่ไม่ควรทำระหว่างที่ถูกกัดและมีอวัยวะในร่างกายคาอยู่กับปาก สุนัข คือ ห้ามตี หรือทุบที่ลำตัว สุนัข เด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มความโกรธ ความดุร้าย ทำให้ สุนัข เพิ่มแรงกัดมากขึ้น จะทำให้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้น

          หลังจากหลุดจากการถูก สุนัข กัดแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ 3 รอบ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ทันที เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะใน สุนัข และแมว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรค หากติดเชื้อทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงกรณี สุนัข กัดกันเองด้วย ให้ล้างทำความสะอาดแผล สุนัข เช่นเดียวกัน และรีบนำ สุนัข ไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มติชนรายวัน และ ipitbulldog.com

http://pet.kapook.com/view159.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/497084877592840541/